ให้กำลังใจผ่านการตอบจดหมายน้อง ครั้งที่ 5

กิจกรรม Pen Pal Day เกิดขึ้นได้อย่างไร?

กิจกรรมนี้เกิดขึ้นได้เพราะว่านักเรียนที่ได้รับทุนจากมูลนิธิยุวพัฒน์นอกจากจะมีฐานะที่ยากจนแล้ว เยาวชนกลุ่มนี้ยังมีสภาพครอบครัวที่เปราะบาง ขาดที่พึ่งทางใจ และขาดผู้ที่จะแนะนำแนวทางในการใช้ชีวิตที่ถูกต้องได้ มูลนิธิฯ ได้ตระหนักในเรื่องนี้เป็นอย่างดี จึงได้สร้างการมีส่วนร่วมของคนในสังคมเพื่อเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลและประคับประคองเด็กนักเรียนที่ขาดโอกาสไปด้วยกันขึ้น จึงจัดกิจกรรม “Pen Pal Day อาสาผู้ให้กำลังใจ ผ่านการตอบจดหมายน้อง”  เปิดรับอาสาสมัครมาเขียนจดหมายให้กำลังใจและข้อคิดในการใช้ชีวิต เพื่อให้เด็กเหล่านี้รู้สึกมีที่พึ่งทางใจ มีกำลังใจ และไม่หลุดจากระบบการศึกษากลางคัน และสามารถเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคต

กิจกรรม Pen Pal Day จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 5 แล้วไปเมื่อวันเสาร์ ที่ 15 มิถุนายนที่ผ่านมา กิจกรรมในครั้งนี้มีเหล่าอาสามาเข้าร่วมกิจกรรมทั้งหมด 36 คน ตอบจดหมายได้จำนวน 410 ฉบับ หลังการทำกิจกรรมแล้ว อาสาทุกคนก็ได้ร่วมกันถอดบทเรียน บอกเล่าเกี่ยวกับกิจกรรมครั้งนี้ที่อาสาทำอะไรได้ดี สิ่งที่อาสาอยากพัฒนา และความประทับใจในการมาตอบจดหมายน้อง

– บทสัมภาษณ์อาสาตอบจดหมาย รุ่นที่ 5 –
ที่มาบอกเล่าความรู้สึกดีๆ ที่เกิดขึ้นหลังจากการทำงานอาสาในครั้งนี้

อรดา พะยอมสวาท (ตอง)
นิสิตคณะพยาบาลศาสตร์ ชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

รู้จักกับโครงการอาสาตอบจดหมายได้ยังไง?
เพื่อนแนะนำมาค่ะ ซึ่งเพื่อนก็ทราบข่าวมาจากเฟซบุ๊ก เพราะเขาก็ติดตามเพจของมูลนิธิยุวพัฒน์ไว้อยู่แล้วค่ะ

ทำไมถึงสนใจงานอาสาตอบจดหมาย
ตองเองชอบงานกิจกรรมอาสาอยู่แล้วค่ะ พอเพื่อนๆ ส่งข่าวหรือกิจกรรมมา เราก็ชวนกันไปทำกิจกรรมอาสาอยู่แล้วค่ะ งานอาสาตอบจดหมายก็เป็นกิจกรรมด้านส่งเสริมกำลังใจ รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ดี

ทำงานกิจกรรมอาสาบ่อยแค่ไหน
สำหรับคณะที่ตองเรียน จะไม่ได้ออกไปข้างนอกสักเท่าไหร่ แต่จะทำกิจกรรมอาสาในมหาวิทยาลัยมากกว่า ตองเป็นรองประธานเพื่อนช่วยเพื่อนของมหาวิทยาลัยด้วยค่ะ จะเป็นเรื่องจิตวิทยา การปรึกษา การให้กำลังใจอยู่แล้ว ตองก็รู้สึกว่าได้ช่วยแก้ปัญหาที่เกิดจากจิตใจมาเยอะ ก็เลยคิดว่าถ้าเราสามารถที่จะส่งเสริม รักษา ฟื้นฟู แก้ไขตั้งแต่เริ่มต้น ไม่ต้องไปแก้ไขที่ปลายเหตุ ส่งเสริมให้ดีไปเลยตั้งแต่แรก เราก็จะลดจำนวนคนที่มีปัญหาที่เกี่ยวกับความทุกข์ใจ ความเครียดได้มากขึ้น และยิ่งน้องๆ เป็นเยาวชน เราสามารถส่งเสริมสิ่งดีๆ นี้ได้ค่ะ

ได้อะไรจากการมาทำกิจกรรมอาสาตอบจดหมายในวันนี้
สิ่งที่ได้ดีมากๆ เลยค่ะ การที่เราจะส่งพลังบวกไปให้เขา เราคิดมาก่อนมาเราจะต้องมีพลังบวก แต่กลับกัน คือ  เราไม่ได้ต้องมีพลังบวกเยอะค่ะ เพราะจริงๆ แล้วน้องเขาได้ส่งต่อพลังบวกมาให้เราเหมือนกัน เหมือนกับเวลาที่เราได้ช่วยคนอื่น เราได้ช่วยรักษาคนนั้น แต่เราก็ได้รักษาตัวเองด้วยค่ะ

บอกเล่าความรู้สึกที่ได้อ่านจดหมายน้องๆ เป็นอย่างไรบ้าง
น่ารักดีค่ะ น้องๆ เขาน่ารัก น้องทุกๆ คนในโครงการเป็นเด็กที่ดีค่ะ โดยปกติแล้วน้องๆ เขามีทั้งความใส่ใจ ความน่ารักอยู่ในตัว ความเป็นเด็กดีอยู่แล้ว สิ่งที่เราทำได้อาจจะเป็นคำเดิมๆ คำซ้ำๆ น้องเก่งมาก พี่เป็นกำลังใจให้นะ คำพวกนี้ค่ะก็เป็นคำที่สามารถช่วยคนและส่งเสริมไปในทางที่ดีได้ พอได้อ่านจดหมายของน้องๆ ตัวเราเองนี่แหละค่ะที่มีแต่ความรู้สึกดีๆ

ประทับใจจดหมายของน้องคนไหน
ประทับใจของน้องที่เขามีความภาคภูมิใจในตัวเองค่ะ คือว่าน้องทุกคนมีความภาคภูมิใจ มีความดีใจที่ทำอะไรประสบความสำเร็จ ที่ผ่านมาตองเจอหลายๆ เคสที่เขา Low self esteem (ความพึงพอใจในตนเองต่ำ) ค่ะ ที่นำไปสู่ปัญหาภาวะโรคต่างๆ ตองคิดว่าการภูมิใจในตัวเองนี่แหละ คือ จุดหมายที่มากที่สุดของคนเราแล้วค่ะ ก็เลยประทับใจในตัวน้องมากๆ สุดท้ายแล้วถึงน้องจะได้เจออุปสรรคที่ใหญ่มากจนน้องสู้ไม่ไหว แต่ความภาคภูมิใจในตัวเอง ความเชื่อมั่นในตัวเองจะทำให้น้องผ่านกับอุปสรรคนั้นๆ ไปได้

ให้ฝากถึงน้องๆ นักเรียนทุนสักหน่อย
พี่ตองคงไม่ต้องบอกว่าสู้ๆ แล้วค่ะ เพราะน้องๆ สู้มาเยอะมากแล้ว พี่ตองอยากจะบอกว่า พี่อยากจะเป็นส่วนเล็กๆ และจะเป็นกำลังใจให้กับน้อง และพี่ๆ ทุกๆ คนจะอยู่กับน้องตลอดไปนะคะ น้องไม่ต้องคิดว่าสิ่งนี้จะต้องมาตอบแทนพี่ๆ แค่น้องได้เป็นในสิ่งที่อยากเป็น ประสบความสำเร็จในสิ่งที่ต้องการ น้องก็เป็นรางวัลที่ดีที่สุดของพี่ๆ แล้วค่ะ

ฝากอะไรถึงคนที่เขาอยากจะเริ่มต้นทำงานอาสา
ถ้าเราอยากจะเริ่มทำงานอาสาแค่เราเริ่มมีความคิดนั่นก็คือจิตอาสาแล้วค่ะ ถ้าในวันนึงเรากล้าจะมีงานจิตอาสามากมายในปัจจุบัน ก็ลองหางานอาสาที่เราสะดวกและเหมาะสมกับตัวเรา บางทีงานอาสานี้อาจจะยังไม่ถูกที่ถูกเวลา แต่ถ้าเราเริ่มชอบเริ่มใช่แล้ว เราก็จะทำต่อไปได้เรื่อยๆ เองค่ะ ไม่ต้องกลัวว่าทำงานอาสาแล้วจะไม่มีเพื่อน เพราะทุกคนที่มีจิตอาสาค่ะ เขามาและพร้อมที่จะเปิดใจ และเราจะได้เพื่อนใหม่ๆ เยอะมากขึ้นด้วยค่ะ

ณัฐสุภา เอี่ยมละออ (เก่ง)
บัณฑิตคณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ปัจจุบันทำอะไรอยู่
เพิ่งเรียนจบค่ะ ตอนนี้ยังไม่ได้ทำอะไร เพราะเพิ่งกลับมาจากเชียงใหม่

ทราบข่าวงานอาสาตอบจดหมายจากช่องทางไหน
เห็นจากเฟซบุ๊กค่ะ เพราะเราติดตามเพจไว้อยู่แล้ว ซึ่งมูลนิธิยุวพัฒน์กับร้านปันกันเป็นอันเดียวกันใช่มั้ยค่ะ เพราะเก่งเคยไปร้านปันกัน ยังไม่เคยบริจาคนะคะแต่เก็บของไว้แล้ว แต่ก็เคยเข้าไปซื้อนะคะเพราะว่าอยู่ใกล้โรงเรียนตรงสาขาเซ็นทรัลลาดพร้าวค่ะ

ทำไมถึงสนใจเข้าร่วมกิจกรรมอาสาตอบจดหมาย
เราชอบทำงานอาสากันอยู่แล้วค่ะ เราอยากทำอะไรให้กับคนอื่นที่ไม่ต้องใช้เงินในการช่วยเหลือ และงานอาสาตอบจดหมายเป็นงานที่เราได้ให้กำลังใจคนอื่น ซึ่งเก่งคิดว่าเป็นเรื่องพื้นฐานของการใช้ชีวิตค่ะ

ในช่วงเรียนมหาวิทยาลัยได้ทำงานอาสาอะไรมาบ้าง
เราได้ทำบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการเก็บของแล้วนำไปบริจาคค่ะ เช่น เก็บหนังสือไปบริจาค ห่วงตรงฝากระป๋องก็เก็บไปบริจาค หรืองานอาสาไหนที่เราสามารถไปได้เราก็จะไปทำ ทำค่ายอาสาก็ทำ และงานอาสาแรกที่เราไปช่วยทำให้เราได้เรียนรู้ว่าถ้าเราอยากช่วยใครก็ทำเลยไม่ต้องรอ

มาทำกิจกรรมอาสาในวันนี้ได้อะไรบ้าง
จดหมายที่เราได้จะไม่มีดราม่าเหมือนของคนอื่นๆ เป็นเรื่องราวเบาๆ บางฉบับที่น้องแค่เขียนมาว่า เขาได้รดน้ำต้นกล้วยค่ะ สำหรับเราไม่ใช่อะไรที่ยิ่งใหญ่เลย แต่น้องเขาเขียนมาด้วยความภูมิใจ เหมือนเขามีความสุขกับอะไรเล็กๆ น้อยๆ ได้ในทุกวัน และเราเขียนตอบน้องๆ ทุกคนเลยประมาณว่า ไม่เราน้องๆ จะเจออะไร ทำอะไร บางคนอาจจะเรียนหนัก มีพื้นฐานชีวิตที่ไม่ดี เราจะเขียนตอบไปว่า ให้เขามีความสุขในทุกๆ วัน ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับเขาก็ตามค่ะ

ประทับใจจดหมายฉบับไหน
ประทับใจฉบับละนิดละหน่อย แต่เรารู้สึกดีนะ จดหมายหลายๆ ฉบับที่เก่งอ่าน น้องๆ เขาก็ไม่ได้มีอะไรเลย เขาแค่เล่าชีวิตของเขาให้เราอ่าน เรารู้สึกขอบคุณเขาที่เขาเขียนมาเล่าว่าชีวิตของเขาเป็นยังไง เขาอาจจะไม่ได้มีเรื่องราวในชีวิตมากมายเขาก็เขียนมาหาเรา เราได้ความรู้สึกดีๆ จากการอ่านจดหมายของเขาค่ะ

ให้ฝากถึงน้องๆ นักเรียนทุน
ไม่ว่าจะเจออะไรในชีวิต อยากให้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข

ให้ฝากถึงคนที่อยากเริ่มต้นทำงานอาสา
สำหรับเก่งงานอาสาเป็นงานที่เราไม่ต้องลงทุนอะไรเลย แค่เราตั้งใจอยากจะทำ ทำได้ทุกอย่างตั้งแต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็คืองานอาสาแล้ว แค่เราไปยืนถือกล่องแล้วเอาไปบริจาคต่อ ก็คืองานอาสาอย่างหนึ่งแล้ว ซึ่งเราไม่ต้องลงทุนอะไรเลย แค่เราสละเวลาที่มีค่าที่สุดของเราแค่นั้นเอง

สาธนี สาทสังข์ (ซิลมี่)
พนักงานธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย

ทราบมาว่ามาทำอาสาตอบจดหมายหลายครั้งแล้ว
ใช่ค่ะ มาทำอาสาตอบจดหมาย 3 ครั้งแล้ว

ความประทับใจอะไรในการมาทำอาสาตอบจดหมาย
เราประทับใจในความน่ารักของน้องๆ ที่มูลนิธิฯ ดูแลอยู่ค่ะ เหมือนทุกๆ ครั้งที่มา ก็คือ เราไม่ได้แค่มาให้ เหมือนเราได้มารับแล้วก็ได้ชาร์ตแบตของตัวเองด้วยค่ะ

แล้ววันนี้ประทับใจอะไรบ้าง
วันนี้เราประทับใจที่เราตั้งเป้ามาจากบ้านเลยว่าวันนี้จะตอบจดหมายน้องให้ได้ 15 ฉบับ แต่ว่าเราทำได้มากกว่านั้น เราตอบได้ถึง 20 ฉบับ ประทับใจตัวเองก่อนอันดับแรกค่ะ อีกอย่างหนึ่งก็เหมือนกับว่าเราได้มาเจอกับคนใหม่ๆ คนที่มาใหม่ๆ รอบนี้เยอะ เราได้เพื่อนใหม่

ความแตกต่างแต่ละครั้งที่มาทำกิจกรรมอาสาตอบจดหมาย
น่าจะเป็นผู้คนที่มาแต่ละครั้ง ความหลากหลายทางอาชีพ วันนี้ก็ประทับใจน้องอาสาคนหนึ่งที่เขายังเป็นเด็กมัธยมแล้วเขามาให้กำลังใจน้องมัธยมด้วยกัน วันนี้เราประทับใจน้องคนนี้มากๆ เลย เหมือนทุกๆ ครั้งที่มาเราอบอุ่นค่ะ เราได้มาเจอทีมงานที่เราคุ้นเคย เราก็จะรู้สึกว่าเรามาหาเพื่อน

จดหมายของน้องฉบับไหนที่เราประทับใจ
ก็มีจดหมายฉบับหนึ่งที่คุณพ่อเขาป่วยและเสียชีวิตไปเมื่อมีนาคมที่ผ่านมา เรารู้สึกว่าน้องเขาจะอยู่กับโลกปัจจุบันที่เขาเหลืออะไรและเขาก็อยู่กับตรงนั้นได้ และเขาก็รู้สึกว่าเขาไม่ได้ขาดอะไรไปเลย จากที่พ่อเขาบอกว่า พ่อขอโทษเขาที่พ่ออาจจะทำอะไรให้ไม่เหมือนกับพ่อคนอื่นๆ แต่น้องเขาบอกว่า พ่อได้ให้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเขาแล้ว โดยเฉพาะความรัก เราประทับใจจดหมายของน้องคนนี้มากๆ ที่เขาแสดงถึงความเข้มแข็งและเขาส่งพลังบวกมาให้เรา คือน้องเขาอายุแค่นี้แต่เขาสามารถที่จะยอมรับความจริง ไม่เสียใจเกินไปกับสิ่งที่เกิดขึ้น รู้ว่าตัวเองจะต้องเดินหน้าไปยังไง แล้วเราก็ตอบน้องไปด้วยว่าพ่อของเราก็จากไปด้วยโรคนี้เหมือนกัน เราเข้าใจความรู้สึกของคนที่อยู่ด้วยกันดีๆ แล้วก็จากไปอย่างกะทันหัน ประมาณนี้ค่ะ คือเข้าใจเขามากๆ อาสาทุกคนที่นั่งอยู่โต๊ะด้วยกันก็ได้อ่าน ทุกคนก็รู้สึกดีไปด้วย น้องเขียนมาแค่ครึ่งกระดาษเองนะคะแต่ทำให้เรารู้ได้ว่าน้องเขามีความคิดที่ดี เป็นผู้ใหญ่ มีพลังบวก เชื่อว่าต่อไปน้องเขาเจออะไรก็ได้แล้ว เพราะการเป็นเด็กสูญเสียพ่อแม่เป็นอะไรที่สุดของชีวิตแล้วค่ะ จดหมายทุกฉบับที่ได้อ่านเรารับรู้เลยว่านักเรียนทุนของมูลนิธิฯ จะเป็นเด็กที่ขยัน มีความกตัญญู เพราะทุกคนจะเขียนมาว่า จะพยายามทำดีหรือว่าพยายามเก็บเกี่ยวทุกอย่างเพื่อที่จะให้พ่อแม่สบาย เรารับรู้ได้จากทุกๆ ฉบับเลยค่ะ เพราะที่เขียนมาเขาจะบอกเหมือนๆ กัน

อยากให้ฝากถึงน้องนักเรียนทุน
อยากให้รักษาความดีเอาไว้ ถึงแม้แต่ละคนจะมีความดีไม่เหมือนกัน บางคนจะขยันเรียนมากๆ ตั้งใจเรียนที่จะประสบความสำเร็จในสิ่งที่ตั้งเป้าหมายไว้ บางคนอาจจะได้ดูแลครอบครัว พี่น้อง ปู่ย่า ตายาย เขาอาจจะไม่ได้ทำงานหรอกแต่ว่าเขามีครอบครัวของเขาที่ต้องดูแล ทุกอย่างเป็นสิ่งที่ดีหมด น้องบางคนจะต้องทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย อยากให้น้องๆ ทุกคนรักษาความดีเอาไว้ แล้วก็ขยันหมั่นเพียร แล้วก็อยากให้น้องๆ ได้ค้นหาตัวเอง เด็กช่วงมัธยมฯ ควรจะค้นหาตัวเองเพื่อที่จะให้ได้เจอเป้าหมายที่ชัดเจน และถ้าน้องๆ เจอตั้งแต่ตอนนี้ จะทำให้น้องมีเส้นทางที่ชัดเจนและง่ายสำหรับน้องๆ เอง พยายามค้นหาตัวเองให้เจอนะ ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร สนใจอะไร และน้องจะได้มุ่งไปตรงนั้นได้ น้องจะประสบความสำเร็จได้เร็วขึ้นค่ะ

ฝากถึงคนที่อยากเริ่มต้นทำงานอาสา
ถ้าเห็นงานอาสานะคะอยากให้ผลักดันตัวเองออกมาทำเลยค่ะ ไม่ว่าจะที่ไหนแต่สำหรับที่นี่เราได้ทำกับเยาวชน เราทำกับเด็กซึ่งเป็นวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ ช่วงวัยมัธยมฯ ถ้าหากเราได้เป็นส่วนหนึ่งที่จะสามารถออกมาช่วยสังคมได้ อย่างน้อยแค่ ลงแรง ไม่ได้ลงเงินเลยเราก็แค่มาทำ อยากให้ทุกคนตัดสินใจแล้วเริ่มทำเลย แค่พาตัวเองออกมาทำครั้งแรกและครั้งต่อไปจะง่ายแล้วค่ะ อยากให้ลองทำนะคะ

อยากจะบอกว่าสิ่งที่มูลนิธิฯ ทำ ซิลมี่เองก็ได้เอาไปทำต่อนะคะ เพราะว่าเราทำโครงการกับเด็กมุสลิม เรามีมูลนิธิฯ อื่นๆ มาเป็นภาคีด้วยอยู่แล้ว เราก็ได้แนะนำเขาว่าลองทำแบบนี้นะ นำแพทเทิร์นของมูลนิธิยุวพัฒน์ไปลองทำดูสิ การช่วยไม่ใช่แค่การบริจาคเงินอย่างเดียวนะ เพราะเด็กๆ เขาต้องการมากกว่านั้น โดยส่วนตัวเราเองก็ทำค่ายสำหรับเยาวชนทุกวัยอยู่แล้ว แต่ส่วนใหญ่จะได้ทำกับเด็กมุสลิม ทำค่ายปีละครั้งเฉพาะช่วงวันหยุดยาว อยากทำมากกว่านั้นแต่เวลาของเราไม่ได้มีเยอะแต่เราก็พยายามจะทำ เราก็ได้สิ่งดีๆ จากมูลนิธิฯ นี่แหละค่ะเอาไปบอกต่อเพราะเป้าหมายของเรา เราอยากให้เด็กๆ และเยาวชนโตขึ้นมาเป็นต้นกล้าที่แข็งแรง ถ้ารากฐานเขาแข็งแรง อนาคตไม่ต้องห่วงเขาเลย เขาจะเป็นคนที่ดีและคิดถึงคนอื่น สังคมของเราก็จะได้น่าอยู่ขึ้น ช่วยกันทำนะคะ

ณัฐวดี อิ่มใจ (ต้นเฟิร์น)
กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 4 คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

รู้จักงานอาสาตอบจดหมายจากช่องทางไหน
จากเฟซบุ๊กค่ะ เห็นจากรุ่นพี่เขาแชร์กิจกรรมนี้มา เราก็เลยแชร์ต่อและสมัครเป็นอาสาด้วยค่ะ

ทำไมถึงสนใจงานอาสาตอบจดหมาย
เพราะรุ่นพี่ที่รู้จักทำงานที่นี่ด้วยค่ะ อยากรู้ว่าโครงการนี้เป็นยังไงก็เลยลองดูค่ะ และก็ผ่านการคัดเลือกและได้มาทำในวันนี้ค่ะ

กิจกรรมในวันนี้ได้อะไรบ้าง
อย่างแรกเลย ได้รู้จักเพื่อนใหม่จากต่างมหาวิทยาลัย ได้รู้จักพี่ๆ ที่เขาทำงานอยู่ต่างที่กัน อย่างที่สองตอนที่เราได้อ่านจดหมายของน้องๆ ทำให้รู้เลยว่าชีวิตของเรามันสบายมากๆ ในแต่ละวันของเรา ที่มีบางวันเราอาจจะท้อ แต่พอได้อ่านจดหมายของน้องๆ ชีวิตมีอีกเยอะที่เราต้องเรียนรู้ เวลาของแต่ละคนมีเท่ากัน แต่ว่าสิ่งที่จะทำให้เกิดคุณค่ามันต่างกัน เพราะแต่ละคนไม่เหมือนกันค่ะ

จดหมายฉบับไหนที่ทำให้ประทับใจ
มีหลายๆ ฉบับนะคะ แต่ก็มีอยู่สองฉบับที่ประทับใจมากๆ ฉบับแรกที่น้องเขียนมาว่าใกล้จะถึงช่วงสอบแล้ว น้องต้องตื่นตีสี่ทุกๆ วันเพื่อจะได้มีเวลาในการอ่านหนังสือสอบ คือน้องเขามีความตั้งใจมากๆ ที่จะทำข้อสอบให้ได้ ตัวเราก็มีวิธีแนะนำน้องเพราะเราก็เคยผ่านช่วงการสอบมา เราก็มีเคล็ดลับแนะนำน้องได้ค่ะ ฉบับที่สองเป็นน้องผู้หญิงเขาก็เรียนปกตินะคะ แต่ว่าเขาพยายามหางานเพื่อที่จะหาเงินมาช่วยเหลือครอบครัว คุณแม่ของเขาก็ป่วยด้วย น้องมีความพยายามจะช่วยแบ่งเบาภาระที่บ้านหารายได้พิเศษช่วยครอบครัว

ฝากถึงน้องๆ นักเรียนทุนยุวพัฒน์
ให้น้องๆ ทำหน้าที่ของตัวเองให้เต็มที่ พี่ๆ อาสาก็พร้อมที่จะสนับสนุนและให้กำลังใจน้องๆ เสมอ แล้วก็ให้น้องๆ เห็นคุณค่าของโอกาสที่ได้รับ เมื่อน้องเติบโตขึ้นไปแล้วน้องมีกำลังมากพอที่จะสามารถให้โอกาสคนอื่นได้อีก ก็อยากจะให้เก็บไว้สิ่งดีนี้ๆ ไว้เพื่อเป็นกำลังใจ เป็นแรงบันดาลที่จะมอบโอกาสให้กับคนอื่นๆ ต่อไปค่ะ

ฝากถึงคนที่อยากเริ่มต้นทำงานอาสา
ในปัจจุบันมีงานอาสาหรือว่าการทำความดีต่างๆ มีอยู่มากมายที่เห็นข่าวสารได้บนออนไลน์ ทุกคนสามารถช่วยกันแชร์ได้ แต่ก็มีน้อยคนนะที่แชร์แล้วก็อยากจะทำจริงๆ อย่างเฟิร์นเองตั้งปณิธานกับตัวเองไว้ว่า ถ้าเราจะแชร์ข่าวสารอะไรเราต้องลองไปทำดูก่อนค่อยมาแชร์ข่าวสารนั้น น่าจะมีคุณค่ามากกว่าแค่แชร์เฉยๆ แล้วให้คนอื่นทำ แล้วเราไม่ได้ลงมือทำอะไร ประมานว่าแค่อยากให้คนรู้ว่าเราอยากจะทำความดีนะแต่ก็ไม่ได้ลงมือจริง ถ้ามีโอกาสลงมือทำเลยค่ะ ส่วนเฟิร์นครั้งหน้าถ้ามีโอกาสและเวลาตรงกันก็อยากจะกลับมาทำกิจกรรมอีก เพราะอยากตอบจดหมายน้องๆ ให้ได้มากกว่าเดิมค่ะ

ปฏิภาณ เกริกชัยวัน (จ๋าย)
กำลังศึกษาอยู่ที่สถาบันการบินมหาวิทยาลัยรังสิต

รู้จักโครงการอาสาตอบจดหมายได้อย่างไร
เราแค่รู้สึกว่าอยากได้พลังบวกและอยากทำอะไรเพื่อสังคมบ้าง ก็เลย Search ข้อมูลในอินเทอร์เนตดูครับว่ากิจกรรมไหนที่เราช่วยสังคมได้บ้าง ก็มาเจอกิจกรรมนี้ เห็นแล้วรู้สึกว่ากิจกรรมนี้ใช้เวลาไม่เยอะมาก เราเองก็สามารถทำได้ ก็เลยลองมาทำดูครับ

สนใจอะไรในงานกิจกรรมอาสาตอบจดหมาย
มาจากตัวเองครับที่เราชอบให้กำลังใจกับคนอื่น ถ้าเขาได้รับแล้วเขายิ้มในข้อความของเราหรือว่าแบบได้กำลังใจจากเราจริงๆ ก็เป็นพลังบวกของเราครับ เขาและเราก็ได้พลังบวกไปทั้งคู่ครับ

เล่าถึงจดหมายของน้องที่ให้พลังบวกกับเรา
ก็มีจดหมายฉบับหนึ่งนะครับ น้องเขามีเป้าหมายของตัวเองที่แน่ชัดมากๆ ว่าเขาอยากเป็นพยาบาล แล้วเขาก็มีปัญหาเรื่องครอบครัวและเรื่องอื่นๆ ด้วย และเขาก็ทำงานช่วยเหลือโรงเรียนคือเป็นประธานนักเรียน ทำงานช่วยเหลือพ่อแม่ด้วย ต้องเรียนหนังสืออีก เพราะความฝันของเขาคืออยากเป็นพยาบาล เขาต้องเสียสละและเขาก็ตั้งใจทำจริงๆ และเขาเขียนมาบอกว่าเขาไม่เก่งวิชาวิทยาศาสตร์นะแต่เขาจะพยายามทำให้ดีในเวลาที่เหลืออีกแค่ 1 ปี เพราะตอนนี้เขาเรียนอยู่ ม.5 ครับ น้องได้สะท้อนให้เราเห็นเลยว่าเราเองมีทุกอย่างพร้อมแล้วยังคิดว่าตัวเองผ่านไปไม่ได้ ผ่านไปได้ยาก เพราะอุปสรรคที่ทำให้เราท้อแท้อยู่ แต่น้องเขากลับตั้งใจมีอุปสรรคเยอะแค่ไหนเขาไม่ท้อเลย

ฝากถึงคนที่อยากจะเริ่มต้นทำงานอาสา
ลงมือทำเลยครับ เราจะได้มีกลุ่มสังคมที่มีจิตอาสาจริงๆ เราจะได้รู้จักผู้คน ได้เพิ่มพลังด้านบวกของตัวเองด้วย ได้ทำเพื่อสังคมให้น่าอยู่ขึ้นด้วย อย่ามัวแต่คิดครับต้องลงมือทำเลย ลองเปิดใจทำดูสักครั้งเราอาจจะชอบก็ได้ครับ

ปภาดา ขวัญเมือง (เอ๊ะ)
พนักงานบริษัทกรีนสปอร์ต

ทราบข่าวงานอาสายุวพัฒน์ได้อย่างไร
เห็นข่าวจากเฟซบุ๊กค่ะ เห็นข่าวขึ้นมาที่หน้าฟีดเฟซบุ๊กของเรา อาจจะเป็นเพื่อนๆ ของเราเขาแชร์มาด้วย เป็นข่าวเรื่องการรับสมัครอาสา แล้วเอ๊ะก็กดลิงก์ไปอ่านเรื่อยๆ ก็มาเจองานอาสาของมูลนิธิยุวพัฒน์ค่ะ

เคยเป็นอาสายุวพัฒน์มาหลายๆ รุ่นแล้ว เพราะอะไรที่ทำให้อยากกลับมาทำงานอาสายุวพัฒน์อีก
เพราะเราเองอยากทำกิจกรรมอาสาแต่ว่าเราเป็นคนขี้อาย เราเลยไม่กล้าออกไปทำกิจกรรมอื่นๆ เพราะเรากลัวว่า ถ้าเราไปคนเดียวอาจจะไม่ปลอดภัย เพราะเราไม่มีเพื่อน แล้วเรากลัวว่าจะทำได้ไม่เต็มที่ แต่พอได้รู้จักกิจกรรมนี้ เรารู้ว่าเราสามารถทำได้ด้วยตัวเอง เราเริ่มต้นด้วยตัวเราเองได้และไม่มีค่าใช้จ่ายเยอะ แต่เราก็สนใจกิจกรรมอาสาในรูปแบบอื่นๆ นะ ทั้งไปปลูกป่า และอื่นๆ แต่ว่าเราเองนี่แหละที่ไม่กล้าพอออกไปทำแบบนั้น แต่งานกิจกรรมนี้เราสามารถทำได้และเราก็อยากทำ ช่วงแรกก็หวั่นๆ เราไม่รู้ว่าเราเองโตพอหรือยัง แล้วเราจะสามารถให้คำแนะนำได้หรือเปล่า เราก็ได้ทบทวนตัวเองอยู่นานเหมือนกันกว่าจะสมัครมาทำงานนี้ แต่พอได้ทบทวนตัวเองเราคิดว่า เราเองก็ผ่านอะไรมาเยอะแต่อาจจะไม่มีประสบการณ์ด้านนี้สักเท่าไหร่ แต่เราก็ผ่านและเรียนรู้อะไรมาเยอะพอสมควร และก็มีหลายๆ อย่างที่เราเองก็อยากจะแชร์ให้น้องๆ นักเรียนทุนทราบค่ะ

ทุกๆ ครั้งที่มาทำงานอาสา สิ่งที่ได้เรียนรู้คืออะไร
ตัวเอ๊ะเองไม่ได้คิดอะไรนะ แต่คนส่วนใหญ่มักจะบอกว่าเอ๊ะเป็นคนที่มองโลกในแง่บวกเกินไป แต่เราก็คิดว่านี่อาจจะเป็นข้อดีของเราก็ได้นะ รู้สึกว่าใช่แล้วเพราะเราเป็นคนที่มองทุกคนว่าดีเสมอ ถ้ามีใครรู้สึกไม่ดีกับสิ่งที่เกิดขึ้น เราแค่อยากจะส่งต่อความรู้สึกแบบการมองโลกในแง่บวกไปให้เขา เรารู้สึกว่าเด็กๆ นั้น ถึงแม้ชีวิตจะดราม่าแต่น้องเป็นคนที่มองโลกในแง่บวกได้หมดนะ เราก็เลยอยากส่งต่อความรู้สึกนี้ไปให้เขาด้วย ตัวเราเองก็เจอเรื่องดราม่าตั้งแต่เด็กเหมือนกัน แต่เราก็ยังมองโลกในแง่บวกได้ เราก็อยากมาทำกิจกรรมนี้และอยากจะนำจดหมายไปตอบน้องๆ ที่บ้านอีก เพราะทำแค่นี้ไม่พอ ที่ไม่พอเพราะว่าใจเราเองที่อยากจะทำให้มากกว่านี้ อยากเติมเต็มให้มากกว่านี้ ไม่อยากมาทำแค่นี้ เราก็ไม่อยากให้มูลนิธิฯ มีค่าใช้จ่ายเพื่อจัดกิจกรรม เราเลยคิดว่ามีอะไรบ้างที่เราสามารถทำได้ โดยที่ทำให้เราจะช่วยลดเรื่องค่าใช้จ่ายด้วย

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการมาทำกิจกรรมอาสา
เอ๊ะว่า…เมื่อเราได้ส่งต่อสิ่งดีๆ ให้เขา คือ ยังไงน้องเขาก็ได้รับ แต่จริงๆ แล้วเราเองก็ได้รับเหมือนกันนะ รู้สึกเลยว่าเรามีคุณค่าขึ้น มีคนเคยถามว่า ทำทำไม? เพราะเราก็ไม่ได้บริจาคเงินหรือให้อะไรเลย แต่สิ่งเหล่านี้ทำไมทำให้เรามีค่ากับคนอื่นๆ มีค่ากับเด็กๆ กลุ่มหนึ่ง แค่ข้อความในจดหมายเองนะแต่ทำไมน้องเขามีกำลังใจขึ้นได้ โดยที่เราไม่ต้องให้เงินให้ทองเลย สิ่งนี้ทำให้เรารับรู้ได้

อยากฝากอะไรถึงคนที่อยากจะมาทำงานอาสา
จริงๆ เราเองก็พยายามชวนหลายคนนะ แต่ด้วยมีด่านแรกของงานอาสานี้มีการทำแบบทดสอบ เพื่อนบางคนก็มาบ้างไม่มาบ้าง เขาอาจจะกลัวที่จะมาทำแบบทดสอบก่อน ก็เลยยังไม่มีใครเริ่มที่จะมาทำจริงๆ สักที สำหรับเราเองอยากจะบอกว่า ไม่จำเป็นเลยที่จะต้องเป็นคนดี คนเก่ง ทุกคนมีข้อดีและข้อเสีย แต่ประสบการณ์ที่ผ่านมาเราไม่อยากให้สูญเปล่าไปกับเรา เราเองเคยทำสิ่งดีบ้างไม่ดีมาบ้าง เราได้เรียนรู้แค่คนเดียว แต่กับคนอื่นๆ ล่ะ เราก็อยากจะส่งต่อประสบการณ์เหล่านี้ให้พวกเขาได้เรียนรู้ พวกเขาจะได้ไม่ต้องลองผิดลองถูก เพราะเราก็เคยผ่านมาแล้วเราอยากจะบอกเขาว่า สิ่งไหนทำได้และส่งผลดี ไม่อยากให้เป็นเราคนเดียวที่รู้ค่ะ อยากให้ทุกคนนำประสบการณ์ของตัวเองมาถ่ายทอดให้กับน้องๆ เพราะบางทีพวกเขาอาจจะไม่เคยได้รับจากครอบครัวของเขาเลยก็ได้

ให้ฝากถึงน้องๆ นักเรียนทุน
บอกก่อนนะว่าเอ๊ะเป็นคนเซนซิทีฟมากนะคะ ทุกๆ ครั้งที่มาและได้ดูคลิปของมูลนิธิฯ เอ๊ะน้ำตาไหลทุกครั้งเลยนะ ถ้าทุกคนมองมาที่เอ๊ะ จะเห็นว่าเอ๊ะจะดูนั่นดูนี่ เช็คโทรศัพท์บ้าง เพราะเราดูไม่ได้ เราเซนซิทีฟมากๆ แค่พูดน้ำตาก็จะคลอๆ แล้วนะ เพราะเราอินมาก…แต่ก็อยากจะบอกว่าทุกๆ อย่างที่เขียนลงไปในโปสการ์ดมาจากความหวังดีของพี่นะ พี่รู้ว่าน้องๆ ทุกคนเข้มแข็งมากๆ อยู่แล้ว กับการที่ต้องต่อสู้ที่ค่อนข้างลำบาก พี่ก็อยากเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเติมเต็ม ถึงแม้จะไม่เคยเจอหน้ากันมาก่อน ก็อยากให้รู้ว่ามีคนที่คอยอยู่เป็นกำลังใจให้นะ

มูลนิธิฯ ขอขอบคุณอาสาทุกๆ ท่านที่สละเวลามาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้
และขอบคุณทุกๆ คำแนะนำที่เหล่าอาสาแนะนำมา
เพื่อช่วยให้มูลนิธิฯ นำไปพัฒนาและปรับปรุงแก้ไขในงานครั้งต่อๆ ไป

2019-06-28T09:25:03+00:00 25 มิถุนายน 2019|งานอาสาสมัคร|