เมื่อการศึกษาไม่ได้เริ่มและจบในห้องเรียน

ถ้าพูดถึงคำว่า “การศึกษา” แทบทุกคนคงจะนึกถึงเพียงหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานที่เกิดขึ้นภายในห้องเรียน ความจริงแล้ว การศึกษาสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา บางทีเกิดขึ้นโดยตรง บางทีเกิดขึ้นโดยอ้อม การศึกษาจึงไม่ใช่แค่ความรับผิดชอบของสถาบันการศึกษาหรือเป็นแค่เรื่องระหว่างคุณครูกับนักเรียน ทุกสิ่งรอบตัวที่เราพบเจอมาตลอดชีวิตมีส่วนในการสร้างตัวตนที่เราเป็นในปัจจุบันเสมอ และเราอาจมองข้ามไป

อย่างเด็กคนหนึ่งอาจเติบโตเป็นหนอนหนังสือเพราะคุณแม่ชอบซื้อหนังสือมาอ่าน หรือเด็กอีกคนให้ความเคารพกับคนอื่นเป็นพิเศษเพราะตอนไปรอคุณพ่อที่ทำงานเห็นคุณพ่อปฏิบัติตัวกับเพื่อนร่วมงานอย่างนอบน้อม ถ้าจะให้มองเห็นภาพได้ชัดมากยิ่งขึ้น แบบอย่างที่ดีในเรื่องการให้การเรียนรู้ที่ดีกับลูก ที่หลายๆ คนน่าจะรู้จักกันดี ก็คือ น้องแพตตี้ มาสเตอร์เชฟจูเนียร์ประเทศไทย ที่คุณพ่อเป็นทหาร ค่อนข้างเคร่งครัด เน้นเรื่องวินัย เรื่องการออกกำลังกาย สุขภาพต้องแข็งแรง และสร้างวินัยให้น้องแพตตี้ตั้งแต่เล็กๆ น้องแพตตี้จึงเป็นเด็กที่จัดลำดับการทำอะไรได้ดีและเป็นเด็กที่มีความอดทนสูง ส่วนในเรื่องความชอบในการทำอาหาร เพราะครอบครัวชอบทำ ชอบกิน และพาเดินทาง และได้ไปกินตามร้านอาหารบ่อยๆ น้องแพตตี้ก็ได้กินอาหารที่หลากหลายทั้งในและต่างประเทศ พอรู้จักอาหารเยอะๆ น้องแพตตี้ก็เริ่มหาหนังสือเกี่ยวกับอาหารมาดู ดู YouTube บ้าง แล้วก็เริ่มอยากทำอาหารเองตั้งแต่ 5 ขวบ โดยครอบครัวก็สนับสนุนอย่างเต็มที่ อ่านเพิ่มเติม คลิก!

จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า “สถาบันครอบครัว” ซึ่งเป็นแบบอย่างที่ใกล้ชิดที่สุดและแหล่งการเรียนรู้ที่เข้าถึงง่ายที่สุด สำคัญต่อการเรียนรู้และการเติบโตของเด็กเป็นอย่างมาก แต่เราไม่สามารถออกกฎหรือบังคับใช้กฎหมายกับผู้ปกครองว่าให้ใช้เวลากับลูกมากๆ หรือกำหนดสิ่งที่ผู้ปกครองควรปลูกฝังให้ลูกได้ อาจด้วยแต่ละครอบครัวมีเวลาและปัจจัยสนับสนุนไม่เท่ากัน แต่ครอบครัวก็เป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้เด็กแต่ละคนมีโอกาสในมือไม่เท่ากัน

อย่างเด็กที่เกิดในครอบครัวที่คุณพ่อคุณแม่มีอาชีพที่ไม่มั่นคง มีรายได้ไม่สูงมากนัก ซึ่งในแต่ละปีมีเด็กนับแสนจากทั่วประเทศต้องออกจากการศึกษาก่อนครบตามหลักสูตร เพื่อเข้าสู่ภาคแรงงานเร็วกว่าที่ควรไปมาก ส่งผลให้เด็กขาดทักษะหลายๆ ด้าน การคิด พูด อ่าน เขียน ทักษะการคำนวณ หรือทักษะอื่นๆ ที่จำเป็นในการพัฒนาตัวเองสู่การประกอบอาชีพการงานในอนาคต และถูกจำกัดตัวเลือกอาชีพและรายได้อีกด้วย

สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือ ต่อไปในอนาคต เมื่อเด็กเติบโตขึ้นพวกเขาก็มีแนวโน้มจะต้องเผชิญกับสถานการณ์แบบเดียวกัน ในเมื่อผู้ปกครองยังคงมีข้อจำกัดทางอาชีพและการเงิน ทำให้เกิดเป็นวงจรแห่งความยากจนหมุนวนอยู่อย่างนั้นต่อไปจากรุ่นสู่รุ่น ตัวช่วยที่ดีที่สุด คือ การศึกษาเป็นตัวเร่งสำคัญในการช่วยทลายวงจรนั้น

เราเชื่อว่าความรู้ที่ได้จากการศึกษา จะทำให้เด็กๆ กล้าฝันถึงอนาคตที่ดีกว่า และสร้างความมั่นใจให้เด็กๆ ในการเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นไป และสิ่งนี้เองที่จะช่วยให้คนรุ่นต่อๆ ไป มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และสามารถหลุดพ้นจากวงจรแห่งความยากจนได้ในที่สุด

การให้การศึกษา นอกจากจะมีผลดีโดยตรงแล้วยังส่งผลดีต่อเด็กๆ ทางอ้อมอีกด้วย โดยผ่านการเรียนรู้จากผู้ใหญ่ เช่น ผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์จำเป็นต้องศึกษาเกี่ยวกับวิตามินบำรุงครรภ์ต่างๆ เพื่อดูแลครรภ์ได้อย่างถูกต้องและให้ทารกมีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง หรือการที่ครอบครัวหรือคุณครูให้ความรู้เกี่ยวกับความรับผิดชอบทางด้านเพศและความรู้ความเข้าใจด้านความสัมพันธ์และเพศศึกษาที่มากกว่าแค่เชิงชีววิทยา ความรู้นี้จะสามารถช่วยบรรเทาปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในอนาคตได้ เป็นต้น

ในปัจจุบัน มีหลายภาคส่วนที่ยื่นมือเข้ามาช่วยภาครัฐในการพัฒนาด้านการเรียนรู้ของเด็กไทยมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเล็กๆ อย่างในภาคประชาชนที่มีการบริจาคหนังสือ หรือสร้างห้องสมุดเพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมกับการเรียนรู้ให้แก่เด็กๆ หรือมีกิจกรรมอาสาสอนหนังสือในวันหยุดเพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงการศึกษาของเด็กในชุมชนหรือเด็กๆ ที่อยู่บนดอย หรือการจัดตั้งกองทุนการศึกษาโดยองค์กรเพื่อสังคมต่างๆ เป็นต้น

สิ่งสำคัญที่สุดในการเรียนรู้ของเด็กๆ คือ การให้ความรู้และการทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีให้เด็ก ให้เขาได้เห็น ได้ร่วมสัมผัสด้วยตัวเอง จะทำให้พวกเขาได้เรียนรู้ในอีกรูปแบบหนึ่งที่เด็กๆ จะได้ซึมซับไปเรื่อยๆ และจะเกิดเป็นพฤติกรรมเลียนแบบในทางที่ดีได้

เรื่อง : ชนกนันท์ พังงา

2019-05-28T15:51:18+00:00 15 เมษายน 2019|บทความทั่วไป|