โครงการประกวดศิลปกรรมยุวพัฒน์ มูลนิธิยุวพัฒน์ริเริ่มโครงการประกวดศิลปกรรมยุวพัฒน์ ด้วยความตั้งใจที่จะส่งเสริมพัฒนาความคิดริเริ่มด้านศิลปะ โดยได้เริ่มจัดการประกวดศิลปกรรมยุวพัฒน์ครั้งแรกในปี 2537 และดำเนินกิจกรรมมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาถึง 20 ปี โดยได้ร่วมกับคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ในการจัดประกวดศิลปกรรมยุวพัฒน์ เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนได้พัฒนาทักษะนอกห้องเรียน ได้แสดงความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ พร้อมไปกับการปลูกฝังคุณค่าที่ดีงามในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ

องค์กรหรือบุคคลต่างๆ ที่ต้องการสนับสนุนการพัฒนาทางด้านอารมณ์และจิตใจของเด็กและเยาวชนผ่านงานศิลปะสามารถมีส่วนร่วมได้ดังนี้

  • ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมการประกวดวาดภาพ ประจำปี
  • ร่วมสนับสนุนเงินรางวัล/ ของรางวัล
  • ร่วมจัดค่ายศิลปะเพื่อความดี – เพื่อร่วมแบ่งปันความรู้และเทคนิคการวาดภาพ รวมทั้งปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมผ่านการสร้างสรรค์งานศิลปะสำหรับเด็กและเยาวชน
  • ร่วมจัดเวิร์คช็อปให้ครูผู้สอนศิลปะ – เพื่อร่วมแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ทางศิลปะ และรู้จักใช้ศิลปะเป็นเครื่องกระตุ้นสำนึกที่ดีของเด็กๆ

รางวัลประกวดวาดภาพ โครงการศิลปกรรมยุวพัฒน์

ในสถานการณ์เศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนและค่าครองชีพที่สูงเพิ่มขึ้น เรื่องการหารายได้ระหว่างเรียนกลายเป็นความต้องการของนักเรียนและนักศึกษามากขึ้น เพราะการทำงาน part-time ช่วยสร้างรายได้ สร้างประสบการณ์การทำงานจริง เสริมทักษะชีวิต และความรู้นอกห้องเรียนได้อีกด้วย

แต่การมุ่งทำงานมากเกินไปอาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการเรียนและสุขภาพได้ เพราะเวลาที่ใช้สำหรับการศึกษาลดลงและเสี่ยงต่อความเครียดสูงขึ้น ดังนั้นการจัดการเวลาและการบริหารการเงินจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก

การสร้างรายได้ระหว่างเรียน

ผลประโยชน์จากการหารายได้ระหว่างเรียน

มีเงินเก็บไว้ใช้ยามฉุกเฉิน
มีโอกาสต่อยอดกลายเป็นธุรกิจส่วนตัวได้
ใช้เวลาว่างให้เกิดเป็นรายได้
วางแผนหารายได้เสริมจากงานที่เราถนัดหรือทำได้ดีได้
สั่งสมประสบการณ์และความสามารถในด้านอื่นๆ ก่อนจะออกไปสู่ช่วงวัยของการทำงานจริง
ช่วยแบ่งเบาการเงินของครอบครัว

สิ่งที่ควรระมัดระวัง

× การโดนหลอกลวงหรือคดโกงได้ง่าย เนื่องจากยังเป็นเยาวชนและอยู่ในวัยเรียน
× อาจเสียการเรียน หากบริหารจัดการเวลาไม่ดี หรือเพิ่มความกดดันได้

“การทำงานหารายได้ระหว่างเรียน ควรจะเลือกงานที่เหมาะสม ไม่ทับซ้อนกับเวลาเรียน ไม่เป็นงานที่หนักจนเกินไป และควรคำนึงถึงความปลอดภัยและสุขภาพของตัวเองด้วย”

การเลือกงานสำหรับการสร้างรายได้

1.เลือกงานอดิเรกที่ชอบ
ทำในสิ่งที่ถนัด/สามารถทำได้ และทำแล้วมีความสุข

2.เริ่มวางแผน
เริ่มจากกิจกรรมเล็กๆ ไม่ต้องลงทุนมาก ขยับขยายได้ตามกำลัง

3.ทำการตลาด
ต้องรู้ว่ากลุ่มลูกค้าเป็นใคร ยินดีซื้อสินค้าราคาเท่าไหร่ และซื้อผ่านช่องทางไหนได้บ้าง

4.พัฒนาอยู่เสมอ
ปรับปรุงสินค้าให้ตรงกับความต้องการและสำรวจตลาดอยู่เสมอ

5.ให้เงินทำงาน
เพื่อให้เงินงอกเงย เริ่มต้นจากการหาความรู้ก่อนนำเงินไปลงทุน

ตั้งคำถามก่อนตัดสินใจเลือกงานที่จะทำเป็นรายได้เสริม

สมมติว่า : เราทำอาหารอร่อย และอยากจะทำขายในวันหยุด?
ให้เราตั้งคำถามกับตัวเองก่อนว่า…

คำถาม : งานนี้แก้ปัญหาอะไร?
คำตอบ : ความหิว

คำถาม : แก้ปัญหาให้ใคร?
คำตอบ : คนที่ไม่สะดวกทำกับข้าวทานเอง

คำถาม : ประโยชน์ที่จะได้รับ?
คำตอบ : ทุกคนได้ทานอาหารอร่อย ราคาถูก และถูกหลักโภชนาการ

คำถาม : ต้นทุนที่ต้องจ่ายต่อวัน?
คำตอบ : ค่าวัตถุดิบ 1,000 บาท/วัน และค่าเช่าพื้นที่ 300 บาท/วัน = 1,300 บาท/วัน

คำถาม : รายได้ที่จะได้รับต่อวัน?
คำตอบ : จานละ 50 บาท ขายได้เฉลี่ยวันละ 30 จาน = 1,500 บาท/วัน

= กำไรที่จะได้ 200 บาท/วัน

วิธีทำให้อาชีพเสริมช่วยให้มีความมั่นคงทางการเงิน

1.พัฒนาอย่างต่อเนื่อง – การทำสิ่งเดิมทุกวันอาจดูซ้ำซากจำเจ แต่ถ้ามองหาความแปลกใหม่จากสิ่งเดิมที่ทำอยู่ เราจะรู้สึกสนุกมากขึ้น เพราะนั่นจะกระตุ้นให้เราสร้างสรรค์การทำงานให้ดียิ่งขึ้นได้
2.วางแผนการเงินอย่างรอบคอบ – เมื่อมีรายได้เสริมแล้ว ก็ต้องจัดการเงินให้ดี มีเงินออมสำรองเพื่อใช้ในยามฉุกเฉิน ซึ่งจะช่วยให้เรามีสภาพคล่องทางการเงิน ไม่ต้องกู้ยืมเมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด
3.เปิดบัญชีออมเงินเพื่อฉุกเฉิน – ควรมีบัญชีที่สามารถถอนเงินออกมาใช้เมื่อจำเป็น แต่ต้องตั้งใจเก็บอย่างสม่ำเสมอ และจะใช้ได้เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินจริงๆ เท่านั้น
4.ลงทุนในกองทุนระยะยาว – ศึกษาการลงทุนในกองทุนที่ให้ผลตอบแทนในระยะยาว ซึ่งจะสามารถช่วยเราเมื่อต้องการขยายหรือเริ่มธุรกิจในอนาคต แต่ต้องศึกษาข้อมูลให้ละเอียดและขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญก่อน
5.ทัศนคติที่ดี – การมีทัศนคติที่ดีเสมอจะช่วยให้เรามองเห็นโอกาสในการพัฒนางานของเราได้ การเปิดใจ ความซื่อสัตย์ และความเป็นมิตรจะช่วยเพิ่มจำนวนลูกค้าให้มากขึ้นได้
6.จัดสรรเวลาอย่างเหมาะสม – แบ่งเวลาระหว่างการทำงานเสริมกับเวลาในการเรียนให้เหมาะสม หากให้ความสำคัญกับงานเสริมมากเกินไป อาจส่งผลให้เกิดความเครียดและเสียเวลาทำกิจกรรมการเรียนหรือการบ้าน การแบ่งเวลาที่ดีจะช่วยให้เราจัดการกับทุกหน้าที่ของตัวเองได้โดยไม่เสียสิ่งที่สำคัญในชีวิต

การเริ่มต้นช้ากว่าคนอื่น
ไม่ใช่ว่าจะไม่มีวันสำเร็จ

ดอกไม้แต่ละดอกมีเวลาผลิบานเป็นของตัวเอง บางดอกผลิบานเร็ว บางดอกต้องใช้เวลาในการฟูมฟัก สำหรับมนุษย์เรากว่าจะประสบความสำเร็จได้ก็ต้องใช้เวลา เก็บเกี่ยวประสบการณ์ชีวิต เพิ่มเติมความรู้ให้กับตัวเองอยู่เสมอเช่นกัน

เช่นเดียวกับชีวิตของผู้พันแซนเดอส์ (Colonel Harland Sanders) ผู้ก่อตั้งร้านไก่ทอด KFC (Kentucky Fried Chicken) ร้านอาหารจานด่วนที่มีหลายสาขาและเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจนถึงวันนี้ คุณแซนเดอส์เองก็ล้มลุกคลุกคลานกับการคิดค้นสูตรไก่ทอดมาตลอด กว่าจะวางขายได้ก็ตอนที่เขาเกษียณในวัย 65 ปีแล้ว

ชีวิตในวัยเด็ก

พันเอก ฮาร์แลนด์ เดวิด แซนเดอส์ (“Colonel” Harland David Sanders) หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ “ผู้พันแซนเดอส์ เขาไม่ได้เกิดในครอบครัวที่มีฐานะร่ำรวย ในวัยเพียง 6 ขวบก็ต้องช่วยแม่ทำงานหาเลี้ยงครอบครัว เพราะพ่อของเขาจากไปตั้งแต่ตอนนั้น โดยหน้าที่หลักของแซนเดอส์คือการทำอาหารให้กับคนในบ้าน เขามีความสามารถในเรื่องนี้มากจนได้รับรางวัลชนะเลิศในการประกวดทำอาหารประจำหมู่บ้านตอนอายุได้เพียง 7 ขวบ เมื่ออายุ 12 ปี แซนเดอส์ก็ต้องลาออกจากโรงเรียนและย้ายไปอยู่กับลุง เพราะแม่ของเขาแต่งงานกับสามีใหม่

เมื่อมาอยู่กับลุง แซนเดอส์ต้องทำงานหลายอย่าง ทั้งนักดับเพลิง ขายประกัน ขายยางและอื่นๆ อีกมากมาย เมื่ออายุ 18 ปีเขาได้แต่งงานและมีลูก แต่แล้วภรรยาก็พาลูกสาวหนีไปเพราะทนใช้ชีวิตกับแซนเดอส์ที่มีฐานะยากจนไม่ได้ แต่ชีวิตต้องไปต่อและสิ่งเดียวที่เขาทำได้ดีก็คือ “การทำอาหาร” เขาจึงไปทำงานเป็นพ่อครัวและคนล้างจานในร้านกาแฟเล็กๆ แห่งหนึ่ง ด้วยความคิดถึงภรรยาและลูกๆ เขาพยายามติดต่อภรรยาและอ้อนวอนให้กลับมาใช้ชีวิตร่วมกันอีกครั้ง แต่ภรรยาไม่ยอม จนถึงวัย 25 ปี เขาก็สามารถโน้มน้าวภรรยาให้กลับมาอยู่ด้วยกันได้สำเร็จและทำงานด้วยกันในร้านกาแฟแห่งนั้น ตลอดทั้งชีวิตงานที่แซนเดอส์ทำส่วนใหญ่คือการทำอาหารและล้างจาน แต่การอยู่พร้อมหน้าทั้งครอบครัวทำให้เขามีกำลังใจและทำงานจนถึงวัยเกษียณ ซึ่งตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมาเขาล้มลุกคลุกคลานทำงานอย่างหนักมาโดยตลอด

จุดเริ่มต้นของไก่ทอด KFC ที่ยิ่งใหญ่

วันแรกของการเกษียณในวัย 65 ปี เขาได้รับเช็คเงินประกันสังคมฉบับแรกเป็นเงิน 105 ดอลลาร์ต่อเดือน ซึ่งไม่พอต่อการใช้ชีวิต เขารู้สึกล้มเหลวและสิ้นหวัง หลังจากการทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อย รู้สึกทั้งชีวิตไม่ประสบความสำเร็จในเรื่องใดเลย เขาจึงวางแผนที่จะจบชีวิตตัวเอง เขาได้หยิบกระดาษและปากกาและนั่งลงใต้ต้นไม้ในสวนหลังบ้านอย่างสงบ ตั้งใจที่จะเขียนคำสั่งเสียและพินัยกรรม แต่ปาฎิหารย์ก็บังเกิดขึ้นในระหว่างที่กำลังเขียนคำสั่งเสียของตัวเอง เขาก็นึกขึ้นได้ว่า ตัวเองยังไม่ได้ทำในสิ่งที่รักอย่างจริงจังเลย นั่นคือ “การทำอาหาร” เขาตั้งมั่นกับตัวเองว่าหากเขาต้องจากโลกนี้ไป ก็ขอให้ได้จากไปในแบบที่ได้ลองพยายามทำในสิ่งที่มีคุณค่าแล้ว ในบ่ายวันนั้นเขาก็เริ่มต้นทันที ด้วยการเดินไปยังธนาคารเพื่อนำเช็คประกันสังคมไปเบิกถอนเงิน 87 ดอลลาร์ เพื่อซื้อกล่องเปล่าและไก่จำนวนหนึ่ง เขากลับมาที่บ้านและลงมือทอดไก่ด้วยสูตรพิเศษที่เขาคิดค้นตลอดหลายปีในการทำงานเป็นพ่อครัวในร้านอาหารหลายแห่ง เขาเดินขายไก่ทอดไปตามละแวกบ้าน และโดนปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่ทุกครั้งที่โดนปฏิเสธเขาก็จะกลับมาปรับปรุงสูตรไก่ทอดของตัวเองเสมอ จนในที่สุดเขาก็ได้สูตรไก่ทอดที่ยอดเยี่ยม

จากการที่แชนเดอร์เคาะประตูบ้านเพื่อขายไก่ทอดจนมาสู่การทำธุรกิจ และได้ขายแฟรนไชส์ให้กับกลุ่มนักลงทุนมืออาชีพที่มี Jack Massey และ John Y. Brown Jr. เป็นแกนนำ ในที่สุดเมื่อเขาอายุ 85 ปี ธุรกิจไก่ทอด KFC ก็โด่งดัง ทำให้แซนเดอร์มีเงินมากกว่า 1,000 ล้านเหรียญดอลล่าห์สหรัฐ และมีชื่อเสียงทั้งในรัฐเคนทักกีและทั่วโลก

เพราะ “ความไม่ย่อท้อ” ต่ออุปสรรคและความล้มเหลวที่เข้ามาทดสอบให้เขาแก้ไขอยู่เสมอ จนประสบความสำเร็จได้ในที่สุด เรื่องราวของผู้พันแซนเดอส์ ผู้เริ่มต้นแบรนด์ไก่ทอด KFC ในวัยเกษียณ เป็นอีกบทเรียนหนึ่งที่ทำให้เห็นว่า ระยะเวลาไม่ใช่อุปสรรคของการประสบความสำเร็จ แต่เพราะความมุ่งมั่นและความรักในความสามารถของตัวเองจึงทำให้ไก่ทอด KFC เป็นอาหาร Fast food ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายทั่วโลกจนถึงวันนี้

ความสำเร็จอีกหนึ่งรุ่น
ด้วยความร่วมมือจากทุกคน

ทุนการศึกษาที่ทุกคนมอบให้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ทำให้พวกเขาได้เรียนต่อเท่านั้น แต่คือ “โอกาส” ที่ทำให้พวกเขาได้เติบโตและมีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป สำหรับการดำเนินงานโครงการทุนการศึกษา “ส่งน้องเรียน สร้างเด็กดี” ของมูลนิธิยุวพัฒน์ ในปีที่ 31 เราสามารถส่งน้องเรียนจบชั้น ม.6 และ ปวช.3 จำนวน 1,928 คน (แบ่งเป็น นักเรียนทุนเรียนจบชั้น ม.6 จำนวน 1,510 คน นักเรียนทุนเรียนจบชั้น ปวช.3 จำนวน 418 คน) ด้วยพยายามและความมุ่งมั่นของนักเรียนทุนและผู้ใหญ่ใจดีทุกๆ คน รวมไปทั้งเหล่าอาสาสมัครที่มาช่วยกันประคับประคองไม่ให้นักเรียนทุนหลุดออกจากระบบการศึกษากลางคัน แม้ว่าทุกๆ คนจะเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ในชีวิตและสถานการณ์ทางเศรษฐกิจก็ตาม แต่ทุกคนก็มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จนี้ไปด้วยกัน

ความรู้สึกและคำขอบคุณจากนักเรียนทุนยุวพัฒน์

6 ปีกับการเป็นนักเรียนทุนยุวพัฒน์ ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้รู้สึกตัวเองโชคดีมากๆ เลยค่ะ ตั้งแต่มีทุนนี้เข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระพ่อแม่เรื่องการเรียนได้เยอะมากๆ ค่ะ และยังช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องจนหนูเรียนจบ ปวช.3 วันนี้ภูมิใจในตัวเองมากๆ สาขาที่หนูเรียนสนุกและเหนื่อยมากๆ ค่ะ แต่พอมาถึงวันที่เราประสบความสำเร็จ พ่อแม่มีความสุขก็ดีใจมากๆ จากเด็กคนหนึ่งที่เริ่มต้นจากศูนย์ ถ้าไม่ได้ทุนนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าชีวิตจะเป็นยังไงต่อ ขอบคุณพี่ๆ ทุกคนสำหรับช่วงเวลาที่ผ่านมา ขอบคุณทุกท่านที่บริจาคทุนการศึกษามาให้ หนูได้ใช้อย่างคุ้มค่าที่สุดแล้วค่ะ

น้องกนกกาญจน์
นักเรียนทุนจังหวัดตรัง

จบ ม.6 แล้วค่ะ ขอบพระคุณมูลนิธิยุวพัฒน์มากเลยค่ะที่ให้ทุนการศึกษาตั้งแต่ ม.1 แล้วก็ขอบคุณพี่ๆ อาสาทุกคนที่ช่วยเหลือและให้คำปรึกษาตลอดการเป็นนักเรียนทุนยุวพัฒน์ หนูดีใจและมีความสุขมาก ทุนการศึกษายุวพัฒน์เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้หนูเรียนจบ ม.6 ค่ะ

น้องพุทธชาด
นักเรียนทุนจังหวัดสุรินทร์

“หากว่าไม่ยอมแพ้ เราก็ไม่มีวันแพ้ แพ้คนอื่นได้ แต่ห้ามแพ้ตัวเอง” เป็นคำที่ผมคิดอยู่เสมอในช่วงที่เรียนอยู่ ม.6 ถ้าไม่มีทุนยุวพัฒน์ ผมก็ไม่มีวันนี้แน่นอน ผมเคยคิดว่าตัวเองยังขาดคุณสมบัติหลายประการและคิดว่าตัวเองนั้นอาจจะไม่ได้เรียนต่อในระดับชั้นมัธยม ในช่วงที่ใกล้จะเรียนจบ ป.6 ยอมรับเลยว่าเตรียมตัวหางานทำแล้ว เนื่องจากที่บ้านขาดรายได้แบบสุดๆ เพราะคนที่เป็นเสาหลักของบ้านถึงวัยเกษียณจากโรงงาน ทำให้รายได้ที่เคยได้รับไม่เพียงพอในการส่งผมเรียนต่อ ตอนนั้นได้แต่คิดในใจว่า โชคชะตากำหนดมาแบบนี้ก็ต้องยอมรับ จนกระทั่งผมเลือกจะขอทุนการศึกษากับมูลนิธิยุวพัฒน์ และไม่คิดว่าตัวเองคงจะได้รับทุนเพราะเราเรียนไม่เก่ง แต่เมื่อรู้ว่าได้รับทุน ผมก็พยายามอย่างหนักที่จะเรียนต่อให้ได้ พอถึงช่วงอยู่ ม.ปลาย ก็ยังค้นหาตัวเองไม่เจอ ไขว้เขวและเครียดมากๆ จนกระทั่งมีพี่เลี้ยงอาสาโทรมาหารับฟังและแนะนำการแก้ปัญหาให้ ผมเคยสัญญากับพี่เลี้ยงอาสาไว้ว่าจะติดต่อกลับแต่ก็ไม่ได้ติดต่อกลับไปเลย แต่เพราะพี่อาสาคนนั้นทำให้ผมได้รู้ว่าเรียนให้เก่งไม่ใช่ทุกสิ่งของชีวิต แต่เราจะมีความถนัดของตัวเอง พอขึ้นชั้น ม.6 ผมได้เปิดใจกับการแข่งเต้นแบบจริงจัง จนชนะและได้รางวัลต่างๆ เป็นจุดเปลี่ยนของตัวเอง มีกรรมการคนหนึ่งสนใจทีมเต้นของผมและได้ตั้งเป็นทีมเต้นชื่อว่า Delonix และมีโอกาสไปแข่งขันที่เชียงใหม่ตื่นเต้นมากเพราะเป็นครั้งแรกที่ได้รับโอกาสแบบนี้ และได้ไปแข่งเต้นเรื่อยๆจนทำให้เป็นที่รู้จัก เพราะมีทุนนี้ทำให้ผมได้เรียนต่อ ได้มีโอกาสมากมายเข้ามาในชีวิต ถ้าไม่มีพี่เลี้ยงอาสาคนนั้นให้กำลังใจและปลุกไฟในตัวผม ก็คงหาตัวเองไม่เจอในวันนี้ ขอบคุณสำหรับทุนการศึกษาและการดูแลอย่างใกล้ชิดของพี่ๆ มูลนิธิยุวพัฒน์ สำหรับคนที่ยังหาตัวเองไม่เจอและไม่รู้จะทำยังไงดี ให้ทำสิ่งที่ตัวเองชอบ ทำแล้วมีความสุข ทำแล้วมีแพชชั่นที่จะทำต่อ ไม่ว่าจะออกมาดีหรือไม่ “ถ้าไม่ยอมแพ้ เราก็ไม่มีทางแพ้”

น้องศุภเสกช์
นักเรียนทุนจังหวัดอุตรดิตถ์

หนูได้รับทุนการศึกษาตั้งแต่ ม.1 จนตอนนี้หนูเรียนจบ ม.6 เป็นเวลา 6 ปี หนูขอบคุณทางมูลนิธิยุวพัฒน์มากๆ นะคะ ที่ช่วยเหลือด้านการใช้จ่ายของหนู แบ่งเบาภาระของแม่ได้เยอะมากๆ ค่ะ หนูใช้เงินทุนที่ได้รับไม่รบกวนพ่อแม่เพราะที่บ้านลำบากมากค่ะ หนูตั้งใจเรียนและตั้งใจทำกิจกรรมมากๆ หนูได้ไปแข่งสุนทรพจน์ภาษาอังกฤษ รายการ TESC ระดับประเทศ ได้เหรียญเงินมาด้วยนะคะ และตอนนี้หนูเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้แล้ว หนูเลือกเรียต่อคณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาเอกวิชาภาษาอังกฤษ ในจังหวัดสงขลาค่ะ หนูขอบคุณพี่ๆ มูลนิธิยุวพัฒน์นะคะ ที่ถามไถ่ปัญหาสารทุกข์สุขดิบของหนู ขอบคุณที่อยู่เคียงข้างหนูมาตลอด 6 ปี สัญญาว่าจะเป็นอีกหนึ่งคนที่ประสบความสำเร็จให้สมกับที่ทุกๆ คน และมูลนิธิยุวพัฒน์ดูแลค่ะ

น้องภัครจิรา
นักเรียนทุนจังหวัดตรัง

ขอขอบคุณมูลนิธิยุวพัฒน์และทุกๆ คน ทุนยุวพัฒน์เข้ามาแบ่งเบาภาระพ่อแม่ได้เยอะเลยค่ะ ตั้งแต่ ม.1 – ม.6 สาขาที่หนูเรียนทั้งเครียดและมีงานเยอะมากๆ เพราะหนูเป็นคนเรียนไม่ค่อยเก่งแต่ก็พยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุดและก็ผ่านมาได้ เวลาที่รู้สึกเครียดก็สามารถปรึกษาพี่ๆ มูลนิธิฯ ได้ พี่ๆ ให้คำปรึกษาหนูได้ดีเลยค่ะ รู้สึกหายเครียดและได้ข้อคิดหลายๆ อย่าง

น้องโยษิตา
นักเรียนทุนจังหวัดกำแพงเพชร

ขอบคุณพี่ๆ มากเลยค่ะ ที่สนับสนุนทุนการศึกษา ดูแล และช่วยเหลือหนูมาตลอด 6 ปี หนูมีความสุขมากๆ ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวยุวพัฒน์ ขอบคุณที่ให้โอกาสหนูนะคะ หนูเป็นนักเรียนในโรงเรียนชนบท เรียนไม่เก่ง แต่ก็พยายามทำตามความฝันของตัวเองมาโดยตลอด พยายามทำกิจกรรม ตั้งใจเรียน และภูมิใจในตัวเองมากๆ ตอนนี้หนูประสบความสำเร็จไปอีกหนึ่งขั้น หนูยังคงเดินทางตามฝันของตัวเองเหมือนเดิม จะไม่ทิ้งและจะภูมิใจในตัวเองอยู่เสมอ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา หนูมีความสุขมากๆ กับการเรียน และได้ทำกิจกรรมมากมาย และกิจกรรมที่หนูภูมิใจ คือ 1.ค่าย Thai Science camp เป็นค่ายวิชาการระดับประเทศที่หนูมีโอกาสได้เข้าร่วม ได้ทั้งประสบการณ์ ความรู้ ทักษะต่างๆ เป็นโอกาสที่ดีสำหรับหนูมากๆ เลยค่ะ 2.กิจกรรมภาพยนตร์สั้น ศิลปหัตถกรรม หนูมีความสุขที่ได้ลองทำอะไรใหม่ๆ แปลกใหม่มากๆ หนูได้เขียนบท ทำสตอรี่บอร์ด เป็นตากล้อง และได้เป็นนักแสดง ภาพยนตร์สั้นของหนูกับเพื่อนๆ ได้ส่งไปแข่งต่อระดับประเทศด้วย หนูเลยภูมิใจกับผลงานชิ้นนี้มากๆ ค่ะ 3.แข่งตอบปัญหาภูมิศาสตร์ หนูตั้งใจฝึกซ้อมเพื่อกิจกรรมนี้มากๆ แม้ว่าในตอนแข่งขันอินเทอร์เน็ตเครื่องของหนูจะหลุด จนต้องเริ่มตอบคำถามใหม่ทั้งหมดในเวลาที่น้อยลงเรื่อยๆ แต่หนูก็ทำออกมาได้ดีมากๆ แล้วค่ะ ในวันปัจฉิมนิเทศหนูได้รับโอกาสจากเพื่อนให้เป็นตัวแทนกล่าวคำปฏิญาณตน ตื่นเต้นมากๆ เพราะเป็นหน้าที่ที่สำคัญแต่ทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี สุดท้ายนี้หนูขอบคุณพี่ๆ อาสาทุกคน ที่ให้คำปรึกษาและดูแลหนูกับคนอื่นๆ มาโดยตลอด หนูสัญญาว่าในอนาคตจะทำในสิ่งที่อยากทำและทำในสิ่งที่ดีๆ และทำความฝันจนประสบความสำเร็จให้ได้ เพราะหนูมีคติประจำใจว่า “ชีวิตคือของขวัญ อย่าปล่อยให้สูญเปล่า” หนูขอขอบคุณของขวัญ ประสบการณ์ คำปรึกษา และแรงสนับสนุน  รักนะคะครอบครัวยุวพัฒน์

น้องอรัญญานี
นักเรียนทุนจังหวัด

ขอบคุณมูลนิธิยุวพัฒน์มากๆ ที่มอบโอกาสให้หนูได้รับทุนการศึกษา ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือตลอด 6 ปี ทั้งสนับสนุน และคำแนะนำอะไรหลายๆ อย่างให้ 6 ปี ในการเป็นนักเรียนทุนยุวพัฒน์หนูรู้สึกซาบซึ้งและขอบคุณที่ได้เข้ามาช่วยเหลือทำให้หนูผ่านความยากลำบากมาได้ ขอบคุณที่มาเป็นส่วนหนึ่ง เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้หนูเรียนจบนะคะ

น้องไพลิน
นักเรียนทุนจังหวัดมหาสารคาม

เรียนจบ ม.6 แล้วนะคะ ขอบพระคุณมูลนิธิทุนยุวพัฒน์มากเลยค่ะที่ให้ทุนการศึกษาตั้งแต่ ม.1 ขอบคุณพี่ๆ อาสาทุกๆ คนที่ช่วยเหลือและให้คำปรึกษาตลอดการเป็นนักเรียนทุนยุวพัฒน์ หนูดีใจมากและมีความสุข ทุนการศึกษายุวพัฒน์เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้หนูเรียนจบชั้น ม.6 ค่ะ

น้องกัลยา
นักเรียนทุนจังหวัดอุบลราชธานี

เรียนจบ ม.6 แล้วค่ะ ขอขอบคุณมูลนิธิยุวพัฒน์ที่เข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ปกครองเพราะช่วยได้มากเลยค่ะ ตลอดระยะเวลา 6 ปี ในการเป็นนักเรียนทุนยุวพัฒน์หนูซาบซึ้งและขอบคุณที่ให้ความช่วยเหลือ ทำให้ผ่านความยากลำบากมาได้ ขอบคุณที่เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้หนูเรียนจบนะคะ

น้องเกศแก้ว
นักเรียนทุนจังหวัดราชบุรี

ตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา หนูดีใจมากที่ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของมูลนิธิยุวพัฒน์ ถ้าหากไม่มีเงินทุน มีข้อมูลดีๆ จากมูลนิธิฯ และพี่ๆ อาสาสมัคร หนูคงไม่มีวันนี้ บางครั้งที่เหนื่อยและร้องไห้กับเรื่องราวรอบๆ ตัว หนูคิดเสมอจะไม่ทิ้งการเรียนเป็นอันขาด เพราะมูลนิธิฯ ได้ให้โอกาสที่ดีกับหนูแล้ว ก็ต้องตั้งใจเรียนเพื่อให้เกรดออกมาดีที่สุด และเป็นพลเมืองที่ดีของสังคมต่อไป หนูเชื่อว่ามูลนิธิยุวพัฒน์อยู่ในใจของนักเรียนทุนและผู้สนับสนุนทุกคน และอยู่ในใจหนูตลอดไปด้วยค่ะ สุดท้ายนี้ขอขอบพระคุณมูลนิธิยุวพัฒน์ที่ให้โอกาสกับเด็กคนนี้ได้มีโอกาสดีๆ แบบคนอื่นนะคะ

น้องธนภรณ์
นักเรียนทุนจังหวัดเชียงใหม่

หนูภูมิใจและดีใจมากที่เรียนจบแล้ว ขอบคุณครูพงษ์ไสว คุณครูที่โรงเรียนประถม ครูที่น่ารักและใจดีกับนักเรียน ครูมีขนมก็เอามาให้นักเรียน มีอะไรดีๆ ก็แนะนำให้ ครูสนับสนุนหนูมาตลอดเลยค่ะ ด้วยฐานะทางบ้านของหนูยากจน ครูก็แนะนำทุนยุวพัฒน์ให้กับหนูและเพื่อน ตอนที่รู้ว่าได้รับทุนยุวพัฒน์หนูกับเพื่อนดีใจมากค่ะ ครูช่วยดำเนินเรื่องและช่วยทุกอย่าง ทั้งติดต่อ แจ้งข้อมูล ครูตั้งใจทำเพื่อพวกหนูสุดๆ หลังจากที่หนูย้ายไปเรียนต่อชั้นมัธยมฯ ก็ไม่ค่อยได้เจอกัน แต่ครูก็ยังถามไถ่สารทุกข์สุกดิบมาบ้าง แต่ทุกครั้งก็จะถามเรื่องทุนอยู่ตลอด และขอบคุณพี่ๆ ผู้ใหญ่ใจดีและพี่ๆ มูลนิธิยุวพัฒน์ทุกคน ที่มอบทุนการศึกษาให้หนูมาตลอด 6 ปี หนูได้ใช้ประโยชน์มากมายหลายอย่าง ทั้งค่าเทอม ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเดินทางไปโรงเรียน ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าขนม และอื่นๆ ช่วยแบ่งเบาภาระของพ่อแม่ได้มากค่ะ มีบางครั้งที่บ้านหนูไม่มีรายได้ ไม่มีเงิน หนูจำเป็นต้องหยุดเรียน (หนูไม่ชอบความรู้สึกนี้เลย) แต่ในที่สุดหนูก็ได้เรียนจบ หนูได้เกียรติบัตรเรียนดีด้วยค่ะ หนูดีใจและภูมิใจมากค่ะ ขอบคุณทุกคนที่ช่วยเหลือและสนับสนุนหนูมาตลอดนะคะ หนูขอส่งพลังบวกและส่งกำลังใจให้ทุกคนประสบความสำเร็จตามที่หวังไว้นะคะ สุดท้ายนี้หนูขอให้พี่ๆ และผู้ใหญ่ใจดีทุกคน พบเจอแต่สิ่งดีๆ และส่งต่อโอกาสดีๆ แบบนี้ให้คนอื่นต่อไปนะคะ

น้องธัญทิพ
นักเรียนทุนจังหวัดลำปาง

จบ ม.6 เเล้วนะคะ ขอบคุณทุกคน 6 ปีที่ผ่านมา หนูรู้สึกดีใจมากค่ะที่ได้รับโอกาส เเละยังได้เป็นส่วนหนึ่งของมูลนิธิยุวพัฒน์ที่ให้ความรู้สึกเสมือนครอบครัว มีพี่เลี้ยงให้คำปรึกษาตลอดจนหนูเรียนจบ มีปัญหาหรือมีเรื่องราวอะไรก็มีพี่ๆ ช่วยเเนะนำ มีเกมให้ร่วมสนุกทุกวัน หนูเรียนต่อคณะมนุษยศาสตร์ สาขาการพัฒนาชุมชนและสังคม กว่าจะรู้ตัวเองก็ใช้เวลานานเลยค่ะ ขอบคุณอีกครั้งนะคะ ถ้าไม่มีมูลนิธิยุวพัฒน์ความฝันของหนูก็คงจะไม่สำเร็จ เป็นกำลังใจให้หนูด้วยนะคะ จะถ่ายรูปใส่ชุดครุยมาอวดพี่ๆ ค่ะ

น้องพัชราภา
นักเรียนทุนจังหวัดขอนแก่น

ขอขอบพระคุณมูลนิธิยุวพัฒน์มากๆ เลยค่ะ ที่ให้ทุนการศึกษาตั้งแต่ ม.1 จนเรียนจบ ม.6 และขอบคุณพี่ๆ อาสาทุกท่านที่ช่วยเหลือ สุดท้ายนี้ขอขอบคุณสำหรับโอกาสดีๆ ที่มูลนิธิยุวพัฒน์มอบให้หนู และเป็นส่วนสำคัญทำให้หนูเรียนจบ

น้องญานิศา
นักเรียนทุนจังหวัดกาญจนบุรี

มูลนิธิฯ ขอแสดงความยินดีกับน้องทุกๆ คนที่อดทนและตั้งใจทำจนประสบความสำเร็จได้ แม้จะอยู่ในสถานการณ์ของความยากลำบาก แต่น้องๆ ก็ทำสำเร็จและผ่านมาได้ด้วยดี ขอขอบคุณผู้ใหญ่ใจดี ทุกๆ ท่าน บุคคลทั่วไป องค์กรต่างๆ ผู้บริจาคสิ่งของและสนับสนุนร้านปันกัน ที่มาร่วมสนับสนุนสมทบทุนการศึกษาให้เยาวชนขาดโอกาสได้เรียนหนังสือ ขอบคุณเหล่าอาสาสมัครทุกๆ คน ที่มาช่วยให้คำปรึกษาประคับประคองน้องๆ ไม่ให้หลุดออกจากระบบการศึกษากลางคัน ผ่านการโทรศัพท์ ทำกิจกรรมในกลุ่มปิดเฟซบุ๊ก และเขียนตอบจดหมายน้องๆ นักเรียนทุน มูลนิธิฯ ขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงในความเมตตาที่ท่านมีให้กับเยาวชนไทยที่ขาดโอกาส

ทุกคนมีเอเวอเรสต์
เป็นของตัวเอง”

– วานดา รุตเคียวิคส์ นักปีนเขาหญิงชาวโปแลนด์ –

เอเวอเรสต์ ภูเขาที่สูงที่สุดในโลก เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในแนวเทือกเขาหิมาลัย อยู่ระหว่างเขตแดนของประเทศเนปาลและเขตปกครองตนเองทิเบต สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยชาวเนปาลเรียกยอดเขาเอเวอเรสต์ว่า “สครมาตา” หมายถึงมารดาแห่งท้องสมุทร ส่วนชาวทิเบตเรียกว่า “โชโมลังมา” หมายถึงมารดาแห่งสวรรค์ มีความสูงจากระดับน้ำทะเลอยู่ที่ 29,035 ฟุต หรือ 8,848 เมตร และมีคนไทยหลายคนไปพิชิตภูเขาลูกนี้มาแล้ว และหนึ่งในนั้นมี “แพทย์หญิงมัณฑนา ถวิลไพร” หญิงไทยสุดแกร่งคนไทยคนที่ 5 ที่สามารถพิชิตหลังคาโลกแห่งนี้ได้สำเร็จ

จาก… คุณหมอแห่งห้องอีอาร์
ผันตัวมาเป็นนักปีนเขา

แพทย์หญิงมัณฑนา ถวิลไพร หรือ “หมอกุ๊กไก่” เดิมทีเป็นแพทย์เวชศาสตร์​ฉุกเฉิน และเวชบำบัดวิกฤตของโรงพยาบาลศรีนครินทร์ บ่อยครั้งที่ชีวิตการทำงานก็ท้าทายให้เธอต้องกระโดดขึ้นรถฉุกเฉินเพื่อออกไปช่วยผู้ป่วย ซึ่งนั่นเป็นความท้าทายที่ทำให้แพทย์สาวมองเห็นถึงความสนุกของการได้ทำงานช่วยเหลือผู้อื่น หากหมอกุ๊กไก่ไม่ได้ ลางานไปเที่ยว เธอก็คงเป็นหมอที่โหมงานหนักเหมือนคุณหมอคนอื่นๆ ในโรงพยาบาล

และแล้วการเดินทางของการเป็นนักปีนเขาของหมอกุ๊กไก่ก็เริ่มต้นขึ้นจากการลางานไปเที่ยว ความสำเร็จยิ่งใหญ่ครั้งนี้อาจจะมีน้อยคนที่จะสามารถทำได้ เพราะ “ราคา” ที่ต้องจ่ายมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็น 8 ปีแห่งการฝึกซ้อม การลาออกจากงาน เงินที่ต้องใช้อย่างมัธยัสถ์ และประตูสู่ความตายที่อยู่ในทุกๆ วินาทีที่อยู่บนเขาเอเวอเรสต์

ครั้งแรกหมอกุ๊กไก่เพียงแค่ต้องการออกไปหากิจกรรมทำ แต่แล้วเป้าหมายที่จะพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ให้ได้ในสักวันก็จุดประกายขึ้นในช่วงใกล้สิ้นปี 2559 “ตอนนั้นเราไปแค่เดินเขาที่เอเวอเรสต์ เบสแคมป์ (Everest Base Camp)” เป็นภูเขาลูกเล็กๆ ที่เป็นส่วนหนึ่งของยอดเขาเอเวอเรสต์ โดยหมอกุ๊กไก่ต้องเดินขึ้นไปถึงความสูง 5,500 เมตรจากระดับน้ำทะเลไปยังค่ายที่พักแรกของผู้ที่หมายมั่นจะปีนเขาเอเวอเรสต์ รู้ตัวอีกที “เฮ้ย เราอยู่ได้ เรายังมีชีวิต ยังไม่ตาย” ความคิดนี้จุดประกายอยู่ในหัวในขณะที่หันหน้าไปเจอยอดเขาเอเวอเรสต์พอดี เป็นโมเมนต์ที่คิดว่า “หรือเราจะปีนเขาเอเวอเรสต์”

“ความต้องการในใจของเรามันแรงมาก
และเรารู้ว่าถ้าไม่อดทนฝึกก็จะทำไม่ได้”

8 ปีกับการเตรียมความพร้อม
เพื่อการพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์

ไม่ใช่แค่การมีเป้าหมายอยากพิชิตเขาเอเวอเรสต์เท่านั้น แต่ทุกอย่างคือกระบวนการของการเตรียมตัวเองให้พร้อมรับมือกับทุกสภาวการณ์ที่จะต้องพบเจอระหว่างทางของการพิชิต หมอกุ๊กไก่ไม่รีรอในการเตรียมตัวเองให้พร้อม แม้กำลังปฏิบัติหน้าที่ของการเป็นหมอก็ตาม และเธอเริ่มต้นจาก…

  • สะพายกระเป๋าเป้ใส่น้ำหนัก 16 กิโลกรัม เดินขึ้นลงบันไดในโรงพยาบาลก่อนและหลังเข้างาน
  • ถ่วงน้ำหนักที่ข้อเท้ากว่า 3 กิโลกรัม ให้คุ้นชินกับการใส่รองเท้า “แครมปอน” สำหรับปีนภูเขาหิมะ
  • ฝึกปีนหน้าผาจำลองในวันหยุด
  • ลดกิจกรรมอื่นๆ ในชีวิต อาทิ การออกไปสังสรรค์กับเพื่อน
  • ออมเงิน

เพราะ “ความต้องการในใจของเรามันแรงมากและเรารู้ว่าถ้าไม่อดทนฝึกก็จะทำไม่ได้จึงเป็นแรงผลักดันให้หมอกุ๊กไก่เลือกที่จะมองว่าการทำหน้าที่รักษาผู้อื่นไม่ใช่อุปสรรคในการพิชิตเป้าหมายที่ตั้งใจเอาไว้

ครั้งแรกของการพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์
แต่… กลายเป็นตราบาปของความไม่สำเร็จ

ยอดเขาสูงที่เธอขึ้นไปได้สำเร็จที่แรก คือ อิมชาตเซ (Imja Tse) หรือที่รู้จักในชื่อ ไอส์แลนด์พีก (Island Peak) ในเนปาล ความสูง 6,189 เมตร จากนั้นก็ปีนภูเขาสูงหลายพันเมตรอีกหลายแห่งในหลายประเทศ ก่อนตัดสินใจปีน “มานาสลู” (Manaslu) ในเนปาล ภูเขาสูงที่สุดอันดับ 8 ของโลก (8,163 เมตร) เมื่อปี 2562 การได้ขึ้นยอดเขาสูงเกินแปดพันเมตร ทำให้หมอกุ๊กไก่เชื่อว่า พร้อมแล้วที่จะปีนเอเวอเรสต์

แต่การพยายามพิชิตยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกครั้งแรกของเธอกลับไม่ประสบความสำเร็จ เพราะพายุหิมะ หมอกุ๊กไก่เล่าว่า “เราขึ้นไปกันที่ประมาณ 8,200 เมตรแต่กลับเจอพายุหิมะ ทีมเชอร์ปาหรือทีมลูกหาบที่นำทางในการปีนเขา เลยบอกว่า “ลงเถอะ ขึ้นแบบนี้ตายแน่” ท้ายที่สุด เมื่อกลับลงมาบริเวณแคมป์ 4 ซึ่งเรียกว่า “ดินแดนแห่งความตาย” (Dead Zone) หมอกุ๊กไก่ก็ยังต้องเผชิญพายุต่อเนื่อง จนเต็นท์ ถุงนอน และเสบียงอาหารปลิวหายไป ยิ่งกดดันให้เธอต้องเลิกล้มความตั้งใจ ทั้งที่อยู่ห่างจากยอดสูงสุดเพียงไม่กี่ร้อยเมตรแล้ว เธอบอกว่า “มันเป็นเหมือนตราบาปในใจ ที่ยอดเขาอยู่ใกล้เรามากแล้วแต่ไม่สามารถไปต่อได้ แต่ถ้าเราดึงดันทำต่อไป เราก็คงจะตายไปแล้ว”

“โอกาสเกิดขึ้นเองไม่ได้
คุณต่างหากที่ต้องสร้างมันขึ้นมา”

– คริส การ์ดเนอร์ –

วันที่พิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์สำเร็จก็มาถึง

ช่วงต้นเดือนเมษายน 2566 หมอกุ๊กไก่ได้เริ่มกระบวนการปรับร่างกายให้เข้ากับการอยู่ในที่สูง เมื่อร่างกายพร้อมแล้วจึงเดินทางไปยังเบสแคมป์เพื่อรอรอบการปีนเอเวอเรสต์เป็นเวลากว่า 20 วัน หมอกุ๊กไก่เจออุปสรรคมากมาย ไม่ว่าจะเป็นอาการป่วยจากการติดไข้หวัด ปัญหาขาดแคลนเชอร์ปา และสิ่งที่น่าหดหู่ที่สุดคือ เธอเห็นนักปีนเขาเสียชีวิตอย่างต่อเนื่อง อาจพูดได้ว่าเรื่องราวที่พบมานั้นแทบไม่ต่างกับภาพยนตร์ ไม่ว่าจะเป็นถุงนอนกับแผ่นรองนอนที่หายระหว่างการเดินทาง การเดินทางแข่งกับเวลาเพื่อให้ไปถึงแคมป์ที่ 2 (ความสูง 6,492 เมตร) ให้ทันภายใน 4 ชั่วโมง เมื่อไปถึงและพักได้ไม่เท่าไหร่ ทางบริษัทปีนเขาก็วิทยุมาบอกว่า วันพรุ่งนี้ให้ขึ้นไปแคมป์ที่ 3 ต่อทันที และยังต้องไปต่อแคมป์ที่ 4 แต่ในที่สุดเธอก็ปีนมาถึงแคมป์ที่ 4 ตามกำหนด ซึ่งระหว่างทางหมอกุ๊กไก่ก็ได้เห็นคนเอาร่างไร้ชีวิตของนักปีนเขาลงมาจากภูเขาคนแล้วคนเล่า ความรู้สึกตอนนั้นคือ “หรือว่านั่นจะเป็นเราในอนาคต”

เมื่อถึงความสูงที่ 8,400 เมตร หมอกุ๊กไก่ก็ถูกเชอร์ปาทิ้งเพราะไปต่อไม่ไหว ในห้วงเวลาที่เธอรู้สึกว่า “ไม่เหลือใครแล้ว” ทันใดนั้น อัง ริตา เชอร์ปาที่แยกตัวออกไปก่อนหน้านี้เข้ามาหาเธอแล้วบอกว่า “จะช่วยพาปีนเอง” ก่อนช่วยกันขึ้นไปจนถึงจุดที่เรียกว่า “เซาท์ซัมมิท” (8,412 เมตร) ภาพที่เห็นตอนไปถึง เรามองไปด้านขวา คือ ทิเบต ขอบฟ้ากลายเป็นสีเขียว กระทบกับเมฆ มันคือภาพที่เราอยากเห็นมาตลอดในชีวิต” และยังต้องไปต่อจุดที่เรียกว่า “ฮิลลารี สเต็ป” (Hillary Step) ซึ่งเป็นอุปสรรคสุดท้ายก่อนถึงยอดสูงสุด อัง ริตา ที่ตอนนั้นเริ่มสู้กับสภาพอากาศไม่ไหวแล้ว แต่ในความโชคร้ายก็ยังมีโชคดี

หมอกุ๊กไก่พบกับเชอร์ปาอีกคนที่ปีนสวนขึ้นมาเธอจึงขอติดตามไปด้วย และด้วยความช่วยเหลือของ สุมาน กุรุง ช่างภาพภูเขาสูงชาวเนปาล ที่ช่วยจูงมือเธอไต่ฮิลลารี สเต็ป ขึ้นไป ในที่สุดหมอกุ๊กไก่ก็ขึ้นไปยืนอยู่ที่ความสูง 8,848 เมตร สุมานได้พาไปนั่ง แล้วจับเอามือของเราไปแตะที่ยอดเอเวอเรสต์” หมอกุ๊กไก่เล่าย้อนถึงเหตุการณ์เมื่อเวลาราว 8.15 น. ของเช้าวันที่ 25 พฤษภาคม 2566 และนั่นคือเวลาที่เธอกลายเป็นคนไทยคนที่ 5 ที่พิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์สำเร็จ

เธอร้องไห้ สุมาน ถามเธอว่า “ร้องไห้ทำไม” หมอกุ๊กไก่ตอบกลับไปว่า “มันเป็นสิ่งที่ยากที่สุดในชีวิต ที่ไม่คิดว่าเราจะทำได้ และวันนี้เราก็ทำได้แล้ว” ความยากลำบาก และความพยายามตลอด 8 ปีที่ผ่านมา ทำให้ได้เรียนรู้ว่ามันไม่เคยสูญเปล่าเลย ดอกและผลของความสำเร็จทำให้เราอิ่มเอมกับความสำเร็จข้างหน้า จนถึงปัจจุบัน หมอกุ๊กไก่ได้กลายเป็น 1 ใน 5 คนไทยที่พิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์สำเร็จในปี 2566

ปลูกต้นรักในใจให้เติบโต…มากกว่าการบอกรัก
คือการแบ่งปัน เพราะ “Sharing grows Love”
ในเทศกาลแห่งความรัก Valentines Day

ด้วยความเชื่อที่ว่า “Sharing grows Love” จึงเกิดเป็นแคมเปญ “Full of  Love” Limited Collection By Namo ด้วยความหลงใหลใน Chocolate Bon Bon น้องณโมจึงต้องการให้ช็อคโกแลตไม่ได้เป็นเพียงของขวัญแทนใจในการมอบความสุขกับผู้รับในช่วงเทศกาลวาเลนไทน์เท่านั้น แต่กำไรจากทุกๆ กล่อง 100% จะมอบเป็นโอกาสสำหรับเยาวชนที่ขาดโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ ในโครงการร้อยพลังการศึกษา โดยมูลนิธิยุวพัฒน์

น้องณโม HappyTongue By Namo มีแนวคิดว่า… ต้องการผลิตและจัดจำหน่ายช็อคโกแลต Bon Bon จำนวน 8 รสชาติ ในช่วงเดือนแห่งความรัก เพื่อระดมทุนช่วยสนับสนุนการศึกษาของเด็กและเยาวชนที่ขาดโอกาสให้เข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ โดยจัดจำหน่ายในระหว่างวันที่ 3 – 29 กุมภาพันธ์ 2567 ผ่าน Instagram และ Facebook : HappyTongue By Namo โดยจำหน่ายในราคา 74 บาท/ชิ้น และบริจาคให้กับโครงการร้อยพลังการศึกษา 4 บาท/ชิ้น

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2567 ที่ผ่านมา น้องณโม HappyTongue By Namo และเชฟ Daniel จาก Pridi Cacao Craft Chocolate ได้บริจาคกำไรจากการผลิตและจำหน่ายช็อคโกแลต Bon Bon special edition 8 รสชาติ จำนวน 20,000 บาท เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

มูลนิธิยุวพัฒน์ขอขอบคุณน้องณโม และ Pridi Cacao Craft chocolate ที่ได้สร้างสรรค์แคมเปญสุดพิเศษ และขอขอบคุณผู้ใหญ่ใจดีทุกๆ ท่านที่ร่วมสนับสนุนแคมเปญและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาการศึกษาสำหรับเยาวชนที่ขาดโอกาสในครั้งนี้

สนใจร่วมเดินทางไปกับมูลนิธิยุวพัฒน์
กับภารกิจ “มอบโอกาส” ผ่านโครงการต่างๆ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
โทร : 02 301 1061
โทร : 02 301 1080
E mail : ybf@ybf.premier.co.th
Line Official Account : https://lin.ee/di3tEQD

เปิดทำการ จันทร์ – ศุกร์ เวลา 08.00 – 17.00 น.
(หยุดเสาร์ – อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์)

ร่วมพัฒนาการศึกษาของเด็กไทย
ผ่านกิจกรรมในรายวิชาเรียน จุดเริ่มต้นในการสร้างโอกาส

คณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและบริหารกิจการ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ จัดการเรียนการสอน วิชา EPM504 กลยุทธ์เศรษฐกิจดิจิทัลสำหรับเจ้าของธุรกิจ โดยมุ่งหวังให้นักศึกษามีแนวคิดและได้ปฏิบัติในการเริ่มต้นทำธุรกิจเพื่อสังคม ด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิตอลในการสร้างความตื่นรู้ และให้บุคคลทั่วไปหันมาใส่ใจกับสังคมและสิ่งแวดล้อม จึงได้จัดทำโครงการ “เรียนรู้ และปฏิบัติจริง เพื่อสังคม” โดยให้นักศึกษาคิดและวางแผนการทำกิจกรรมเพื่อหารายได้หรือสิ่งของ เพื่อนำไปบริจาคให้กับองค์กรการกุศลที่นักศึกษารู้จักหรือสนใจ โดยกิจกรรมดังกล่าว ได้ดำเนินการไปแล้วเมื่อวันที่ 15 มกราคม ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2567 โดยนักศึกษากลุ่มนี้ได้ทำการขายน้ำ รับตัดต่อวีดีโอ รับหิ้วสินค้า และรับสอนออกกำลังกาย และรายได้ทั้งหมดนำไปสมทบเป็นทุนเพื่อสนับสนุนการพัฒนาการศึกษาของเด็กไทย ในโครงการร้อยพลังการศึกษา โดยมูลนิธิยุวพัฒน์

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2567 ที่ผ่านมา กลุ่มนักศึกษาคณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและบริหารกิจการ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้มาบริจาคเงินจากกิจกรรมดังกล่าว จำนวน 4,200 บาท เป็นที่เรียบร้อยแล้ว… โครงการร้อยพลังการศึกษา โดยมูลนิธิยุวพัฒน์ ขอขอบคุณนักศึกษา คณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและบริหารกิจการ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ที่ได้จัดกิจกรรมเพื่อให้นักศึกษาได้มาร่วมกันสร้างโอกาสทางการศึกษาให้ของเด็กไทยที่ขาดโอกาส

มูลนิธิยุวพัฒน์ ขอขอบคุณผู้ใหญ่ใจดี นักศึกษาคณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและบริหารกิจการ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ที่มาร่วมกันพัฒนาการศึกษาของเด็กและเยาวชนไทยในครั้งนี้

สนใจร่วมเดินทางไปกับมูลนิธิยุวพัฒน์
กับภารกิจ “มอบโอกาส” ผ่านโครงการต่างๆ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
โทร : 02 301 1061
โทร : 02 301 1080
E mail : ybf@ybf.premier.co.th
Line Official Account : https://lin.ee/di3tEQD

เปิดทำการ จันทร์ – ศุกร์ เวลา 08.00 – 17.00 น.
(หยุดเสาร์ – อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์)

ในสถานการณ์เศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนและค่าครองชีพที่สูงเพิ่มขึ้น เรื่องการหารายได้ระหว่างเรียนกลายเป็นความต้องการของนักเรียนและนักศึกษามากขึ้น เพราะการทำงาน part-time ช่วยสร้างรายได้ สร้างประสบการณ์การทำงานจริง เสริมทักษะชีวิต และความรู้นอกห้องเรียนได้อีกด้วย

แต่การมุ่งทำงานมากเกินไปอาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการเรียนและสุขภาพได้ เพราะเวลาที่ใช้สำหรับการศึกษาลดลงและเสี่ยงต่อความเครียดสูงขึ้น ดังนั้นการจัดการเวลาและการบริหารการเงินจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก

การสร้างรายได้ระหว่างเรียน

ผลประโยชน์จากการหารายได้ระหว่างเรียน

มีเงินเก็บไว้ใช้ยามฉุกเฉิน
มีโอกาสต่อยอดกลายเป็นธุรกิจส่วนตัวได้
ใช้เวลาว่างให้เกิดเป็นรายได้
วางแผนหารายได้เสริมจากงานที่เราถนัดหรือทำได้ดีได้
สั่งสมประสบการณ์และความสามารถในด้านอื่นๆ ก่อนจะออกไปสู่ช่วงวัยของการทำงานจริง
ช่วยแบ่งเบาการเงินของครอบครัว

สิ่งที่ควรระมัดระวัง

× การโดนหลอกลวงหรือคดโกงได้ง่าย เนื่องจากยังเป็นเยาวชนและอยู่ในวัยเรียน
× อาจเสียการเรียน หากบริหารจัดการเวลาไม่ดี หรือเพิ่มความกดดันได้

“การทำงานหารายได้ระหว่างเรียน ควรจะเลือกงานที่เหมาะสม ไม่ทับซ้อนกับเวลาเรียน ไม่เป็นงานที่หนักจนเกินไป และควรคำนึงถึงความปลอดภัยและสุขภาพของตัวเองด้วย”

การเลือกงานสำหรับการสร้างรายได้

1.เลือกงานอดิเรกที่ชอบ
ทำในสิ่งที่ถนัด/สามารถทำได้ และทำแล้วมีความสุข

2.เริ่มวางแผน
เริ่มจากกิจกรรมเล็กๆ ไม่ต้องลงทุนมาก ขยับขยายได้ตามกำลัง

3.ทำการตลาด
ต้องรู้ว่ากลุ่มลูกค้าเป็นใคร ยินดีซื้อสินค้าราคาเท่าไหร่ และซื้อผ่านช่องทางไหนได้บ้าง

4.พัฒนาอยู่เสมอ
ปรับปรุงสินค้าให้ตรงกับความต้องการและสำรวจตลาดอยู่เสมอ

5.ให้เงินทำงาน
เพื่อให้เงินงอกเงย เริ่มต้นจากการหาความรู้ก่อนนำเงินไปลงทุน

ตั้งคำถามก่อนตัดสินใจเลือกงานที่จะทำเป็นรายได้เสริม

สมมติว่า : เราทำอาหารอร่อย และอยากจะทำขายในวันหยุด?
ให้เราตั้งคำถามกับตัวเองก่อนว่า…

คำถาม : งานนี้แก้ปัญหาอะไร?
คำตอบ : ความหิว

คำถาม : แก้ปัญหาให้ใคร?
คำตอบ : คนที่ไม่สะดวกทำกับข้าวทานเอง

คำถาม : ประโยชน์ที่จะได้รับ?
คำตอบ : ทุกคนได้ทานอาหารอร่อย ราคาถูก และถูกหลักโภชนาการ

คำถาม : ต้นทุนที่ต้องจ่ายต่อวัน?
คำตอบ : ค่าวัตถุดิบ 1,000 บาท/วัน และค่าเช่าพื้นที่ 300 บาท/วัน = 1,300 บาท/วัน

คำถาม : รายได้ที่จะได้รับต่อวัน?
คำตอบ : จานละ 50 บาท ขายได้เฉลี่ยวันละ 30 จาน = 1,500 บาท/วัน

= กำไรที่จะได้ 200 บาท/วัน

วิธีทำให้อาชีพเสริมช่วยให้มีความมั่นคงทางการเงิน

1.พัฒนาอย่างต่อเนื่อง – การทำสิ่งเดิมทุกวันอาจดูซ้ำซากจำเจ แต่ถ้ามองหาความแปลกใหม่จากสิ่งเดิมที่ทำอยู่ เราจะรู้สึกสนุกมากขึ้น เพราะนั่นจะกระตุ้นให้เราสร้างสรรค์การทำงานให้ดียิ่งขึ้นได้
2.วางแผนการเงินอย่างรอบคอบ – เมื่อมีรายได้เสริมแล้ว ก็ต้องจัดการเงินให้ดี มีเงินออมสำรองเพื่อใช้ในยามฉุกเฉิน ซึ่งจะช่วยให้เรามีสภาพคล่องทางการเงิน ไม่ต้องกู้ยืมเมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด
3.เปิดบัญชีออมเงินเพื่อฉุกเฉิน – ควรมีบัญชีที่สามารถถอนเงินออกมาใช้เมื่อจำเป็น แต่ต้องตั้งใจเก็บอย่างสม่ำเสมอ และจะใช้ได้เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินจริงๆ เท่านั้น
4.ลงทุนในกองทุนระยะยาว – ศึกษาการลงทุนในกองทุนที่ให้ผลตอบแทนในระยะยาว ซึ่งจะสามารถช่วยเราเมื่อต้องการขยายหรือเริ่มธุรกิจในอนาคต แต่ต้องศึกษาข้อมูลให้ละเอียดและขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญก่อน
5.ทัศนคติที่ดี – การมีทัศนคติที่ดีเสมอจะช่วยให้เรามองเห็นโอกาสในการพัฒนางานของเราได้ การเปิดใจ ความซื่อสัตย์ และความเป็นมิตรจะช่วยเพิ่มจำนวนลูกค้าให้มากขึ้นได้
6.จัดสรรเวลาอย่างเหมาะสม – แบ่งเวลาระหว่างการทำงานเสริมกับเวลาในการเรียนให้เหมาะสม หากให้ความสำคัญกับงานเสริมมากเกินไป อาจส่งผลให้เกิดความเครียดและเสียเวลาทำกิจกรรมการเรียนหรือการบ้าน การแบ่งเวลาที่ดีจะช่วยให้เราจัดการกับทุกหน้าที่ของตัวเองได้โดยไม่เสียสิ่งที่สำคัญในชีวิต

การเริ่มต้นช้ากว่าคนอื่น
ไม่ใช่ว่าจะไม่มีวันสำเร็จ

ดอกไม้แต่ละดอกมีเวลาผลิบานเป็นของตัวเอง บางดอกผลิบานเร็ว บางดอกต้องใช้เวลาในการฟูมฟัก สำหรับมนุษย์เรากว่าจะประสบความสำเร็จได้ก็ต้องใช้เวลา เก็บเกี่ยวประสบการณ์ชีวิต เพิ่มเติมความรู้ให้กับตัวเองอยู่เสมอเช่นกัน

เช่นเดียวกับชีวิตของผู้พันแซนเดอส์ (Colonel Harland Sanders) ผู้ก่อตั้งร้านไก่ทอด KFC (Kentucky Fried Chicken) ร้านอาหารจานด่วนที่มีหลายสาขาและเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจนถึงวันนี้ คุณแซนเดอส์เองก็ล้มลุกคลุกคลานกับการคิดค้นสูตรไก่ทอดมาตลอด กว่าจะวางขายได้ก็ตอนที่เขาเกษียณในวัย 65 ปีแล้ว

ชีวิตในวัยเด็ก

พันเอก ฮาร์แลนด์ เดวิด แซนเดอส์ (“Colonel” Harland David Sanders) หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ “ผู้พันแซนเดอส์ เขาไม่ได้เกิดในครอบครัวที่มีฐานะร่ำรวย ในวัยเพียง 6 ขวบก็ต้องช่วยแม่ทำงานหาเลี้ยงครอบครัว เพราะพ่อของเขาจากไปตั้งแต่ตอนนั้น โดยหน้าที่หลักของแซนเดอส์คือการทำอาหารให้กับคนในบ้าน เขามีความสามารถในเรื่องนี้มากจนได้รับรางวัลชนะเลิศในการประกวดทำอาหารประจำหมู่บ้านตอนอายุได้เพียง 7 ขวบ เมื่ออายุ 12 ปี แซนเดอส์ก็ต้องลาออกจากโรงเรียนและย้ายไปอยู่กับลุง เพราะแม่ของเขาแต่งงานกับสามีใหม่

เมื่อมาอยู่กับลุง แซนเดอส์ต้องทำงานหลายอย่าง ทั้งนักดับเพลิง ขายประกัน ขายยางและอื่นๆ อีกมากมาย เมื่ออายุ 18 ปีเขาได้แต่งงานและมีลูก แต่แล้วภรรยาก็พาลูกสาวหนีไปเพราะทนใช้ชีวิตกับแซนเดอส์ที่มีฐานะยากจนไม่ได้ แต่ชีวิตต้องไปต่อและสิ่งเดียวที่เขาทำได้ดีก็คือ “การทำอาหาร” เขาจึงไปทำงานเป็นพ่อครัวและคนล้างจานในร้านกาแฟเล็กๆ แห่งหนึ่ง ด้วยความคิดถึงภรรยาและลูกๆ เขาพยายามติดต่อภรรยาและอ้อนวอนให้กลับมาใช้ชีวิตร่วมกันอีกครั้ง แต่ภรรยาไม่ยอม จนถึงวัย 25 ปี เขาก็สามารถโน้มน้าวภรรยาให้กลับมาอยู่ด้วยกันได้สำเร็จและทำงานด้วยกันในร้านกาแฟแห่งนั้น ตลอดทั้งชีวิตงานที่แซนเดอส์ทำส่วนใหญ่คือการทำอาหารและล้างจาน แต่การอยู่พร้อมหน้าทั้งครอบครัวทำให้เขามีกำลังใจและทำงานจนถึงวัยเกษียณ ซึ่งตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมาเขาล้มลุกคลุกคลานทำงานอย่างหนักมาโดยตลอด

จุดเริ่มต้นของไก่ทอด KFC ที่ยิ่งใหญ่

วันแรกของการเกษียณในวัย 65 ปี เขาได้รับเช็คเงินประกันสังคมฉบับแรกเป็นเงิน 105 ดอลลาร์ต่อเดือน ซึ่งไม่พอต่อการใช้ชีวิต เขารู้สึกล้มเหลวและสิ้นหวัง หลังจากการทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อย รู้สึกทั้งชีวิตไม่ประสบความสำเร็จในเรื่องใดเลย เขาจึงวางแผนที่จะจบชีวิตตัวเอง เขาได้หยิบกระดาษและปากกาและนั่งลงใต้ต้นไม้ในสวนหลังบ้านอย่างสงบ ตั้งใจที่จะเขียนคำสั่งเสียและพินัยกรรม แต่ปาฎิหารย์ก็บังเกิดขึ้นในระหว่างที่กำลังเขียนคำสั่งเสียของตัวเอง เขาก็นึกขึ้นได้ว่า ตัวเองยังไม่ได้ทำในสิ่งที่รักอย่างจริงจังเลย นั่นคือ “การทำอาหาร” เขาตั้งมั่นกับตัวเองว่าหากเขาต้องจากโลกนี้ไป ก็ขอให้ได้จากไปในแบบที่ได้ลองพยายามทำในสิ่งที่มีคุณค่าแล้ว ในบ่ายวันนั้นเขาก็เริ่มต้นทันที ด้วยการเดินไปยังธนาคารเพื่อนำเช็คประกันสังคมไปเบิกถอนเงิน 87 ดอลลาร์ เพื่อซื้อกล่องเปล่าและไก่จำนวนหนึ่ง เขากลับมาที่บ้านและลงมือทอดไก่ด้วยสูตรพิเศษที่เขาคิดค้นตลอดหลายปีในการทำงานเป็นพ่อครัวในร้านอาหารหลายแห่ง เขาเดินขายไก่ทอดไปตามละแวกบ้าน และโดนปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่ทุกครั้งที่โดนปฏิเสธเขาก็จะกลับมาปรับปรุงสูตรไก่ทอดของตัวเองเสมอ จนในที่สุดเขาก็ได้สูตรไก่ทอดที่ยอดเยี่ยม

จากการที่แชนเดอร์เคาะประตูบ้านเพื่อขายไก่ทอดจนมาสู่การทำธุรกิจ และได้ขายแฟรนไชส์ให้กับกลุ่มนักลงทุนมืออาชีพที่มี Jack Massey และ John Y. Brown Jr. เป็นแกนนำ ในที่สุดเมื่อเขาอายุ 85 ปี ธุรกิจไก่ทอด KFC ก็โด่งดัง ทำให้แซนเดอร์มีเงินมากกว่า 1,000 ล้านเหรียญดอลล่าห์สหรัฐ และมีชื่อเสียงทั้งในรัฐเคนทักกีและทั่วโลก

เพราะ “ความไม่ย่อท้อ” ต่ออุปสรรคและความล้มเหลวที่เข้ามาทดสอบให้เขาแก้ไขอยู่เสมอ จนประสบความสำเร็จได้ในที่สุด เรื่องราวของผู้พันแซนเดอส์ ผู้เริ่มต้นแบรนด์ไก่ทอด KFC ในวัยเกษียณ เป็นอีกบทเรียนหนึ่งที่ทำให้เห็นว่า ระยะเวลาไม่ใช่อุปสรรคของการประสบความสำเร็จ แต่เพราะความมุ่งมั่นและความรักในความสามารถของตัวเองจึงทำให้ไก่ทอด KFC เป็นอาหาร Fast food ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายทั่วโลกจนถึงวันนี้

ความสำเร็จอีกหนึ่งรุ่น
ด้วยความร่วมมือจากทุกคน

ทุนการศึกษาที่ทุกคนมอบให้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ทำให้พวกเขาได้เรียนต่อเท่านั้น แต่คือ “โอกาส” ที่ทำให้พวกเขาได้เติบโตและมีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป สำหรับการดำเนินงานโครงการทุนการศึกษา “ส่งน้องเรียน สร้างเด็กดี” ของมูลนิธิยุวพัฒน์ ในปีที่ 31 เราสามารถส่งน้องเรียนจบชั้น ม.6 และ ปวช.3 จำนวน 1,928 คน (แบ่งเป็น นักเรียนทุนเรียนจบชั้น ม.6 จำนวน 1,510 คน นักเรียนทุนเรียนจบชั้น ปวช.3 จำนวน 418 คน) ด้วยพยายามและความมุ่งมั่นของนักเรียนทุนและผู้ใหญ่ใจดีทุกๆ คน รวมไปทั้งเหล่าอาสาสมัครที่มาช่วยกันประคับประคองไม่ให้นักเรียนทุนหลุดออกจากระบบการศึกษากลางคัน แม้ว่าทุกๆ คนจะเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ในชีวิตและสถานการณ์ทางเศรษฐกิจก็ตาม แต่ทุกคนก็มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จนี้ไปด้วยกัน

ความรู้สึกและคำขอบคุณจากนักเรียนทุนยุวพัฒน์

6 ปีกับการเป็นนักเรียนทุนยุวพัฒน์ ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้รู้สึกตัวเองโชคดีมากๆ เลยค่ะ ตั้งแต่มีทุนนี้เข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระพ่อแม่เรื่องการเรียนได้เยอะมากๆ ค่ะ และยังช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องจนหนูเรียนจบ ปวช.3 วันนี้ภูมิใจในตัวเองมากๆ สาขาที่หนูเรียนสนุกและเหนื่อยมากๆ ค่ะ แต่พอมาถึงวันที่เราประสบความสำเร็จ พ่อแม่มีความสุขก็ดีใจมากๆ จากเด็กคนหนึ่งที่เริ่มต้นจากศูนย์ ถ้าไม่ได้ทุนนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าชีวิตจะเป็นยังไงต่อ ขอบคุณพี่ๆ ทุกคนสำหรับช่วงเวลาที่ผ่านมา ขอบคุณทุกท่านที่บริจาคทุนการศึกษามาให้ หนูได้ใช้อย่างคุ้มค่าที่สุดแล้วค่ะ

น้องกนกกาญจน์
นักเรียนทุนจังหวัดตรัง

จบ ม.6 แล้วค่ะ ขอบพระคุณมูลนิธิยุวพัฒน์มากเลยค่ะที่ให้ทุนการศึกษาตั้งแต่ ม.1 แล้วก็ขอบคุณพี่ๆ อาสาทุกคนที่ช่วยเหลือและให้คำปรึกษาตลอดการเป็นนักเรียนทุนยุวพัฒน์ หนูดีใจและมีความสุขมาก ทุนการศึกษายุวพัฒน์เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้หนูเรียนจบ ม.6 ค่ะ

น้องพุทธชาด
นักเรียนทุนจังหวัดสุรินทร์

“หากว่าไม่ยอมแพ้ เราก็ไม่มีวันแพ้ แพ้คนอื่นได้ แต่ห้ามแพ้ตัวเอง” เป็นคำที่ผมคิดอยู่เสมอในช่วงที่เรียนอยู่ ม.6 ถ้าไม่มีทุนยุวพัฒน์ ผมก็ไม่มีวันนี้แน่นอน ผมเคยคิดว่าตัวเองยังขาดคุณสมบัติหลายประการและคิดว่าตัวเองนั้นอาจจะไม่ได้เรียนต่อในระดับชั้นมัธยม ในช่วงที่ใกล้จะเรียนจบ ป.6 ยอมรับเลยว่าเตรียมตัวหางานทำแล้ว เนื่องจากที่บ้านขาดรายได้แบบสุดๆ เพราะคนที่เป็นเสาหลักของบ้านถึงวัยเกษียณจากโรงงาน ทำให้รายได้ที่เคยได้รับไม่เพียงพอในการส่งผมเรียนต่อ ตอนนั้นได้แต่คิดในใจว่า โชคชะตากำหนดมาแบบนี้ก็ต้องยอมรับ จนกระทั่งผมเลือกจะขอทุนการศึกษากับมูลนิธิยุวพัฒน์ และไม่คิดว่าตัวเองคงจะได้รับทุนเพราะเราเรียนไม่เก่ง แต่เมื่อรู้ว่าได้รับทุน ผมก็พยายามอย่างหนักที่จะเรียนต่อให้ได้ พอถึงช่วงอยู่ ม.ปลาย ก็ยังค้นหาตัวเองไม่เจอ ไขว้เขวและเครียดมากๆ จนกระทั่งมีพี่เลี้ยงอาสาโทรมาหารับฟังและแนะนำการแก้ปัญหาให้ ผมเคยสัญญากับพี่เลี้ยงอาสาไว้ว่าจะติดต่อกลับแต่ก็ไม่ได้ติดต่อกลับไปเลย แต่เพราะพี่อาสาคนนั้นทำให้ผมได้รู้ว่าเรียนให้เก่งไม่ใช่ทุกสิ่งของชีวิต แต่เราจะมีความถนัดของตัวเอง พอขึ้นชั้น ม.6 ผมได้เปิดใจกับการแข่งเต้นแบบจริงจัง จนชนะและได้รางวัลต่างๆ เป็นจุดเปลี่ยนของตัวเอง มีกรรมการคนหนึ่งสนใจทีมเต้นของผมและได้ตั้งเป็นทีมเต้นชื่อว่า Delonix และมีโอกาสไปแข่งขันที่เชียงใหม่ตื่นเต้นมากเพราะเป็นครั้งแรกที่ได้รับโอกาสแบบนี้ และได้ไปแข่งเต้นเรื่อยๆจนทำให้เป็นที่รู้จัก เพราะมีทุนนี้ทำให้ผมได้เรียนต่อ ได้มีโอกาสมากมายเข้ามาในชีวิต ถ้าไม่มีพี่เลี้ยงอาสาคนนั้นให้กำลังใจและปลุกไฟในตัวผม ก็คงหาตัวเองไม่เจอในวันนี้ ขอบคุณสำหรับทุนการศึกษาและการดูแลอย่างใกล้ชิดของพี่ๆ มูลนิธิยุวพัฒน์ สำหรับคนที่ยังหาตัวเองไม่เจอและไม่รู้จะทำยังไงดี ให้ทำสิ่งที่ตัวเองชอบ ทำแล้วมีความสุข ทำแล้วมีแพชชั่นที่จะทำต่อ ไม่ว่าจะออกมาดีหรือไม่ “ถ้าไม่ยอมแพ้ เราก็ไม่มีทางแพ้”

น้องศุภเสกช์
นักเรียนทุนจังหวัดอุตรดิตถ์

หนูได้รับทุนการศึกษาตั้งแต่ ม.1 จนตอนนี้หนูเรียนจบ ม.6 เป็นเวลา 6 ปี หนูขอบคุณทางมูลนิธิยุวพัฒน์มากๆ นะคะ ที่ช่วยเหลือด้านการใช้จ่ายของหนู แบ่งเบาภาระของแม่ได้เยอะมากๆ ค่ะ หนูใช้เงินทุนที่ได้รับไม่รบกวนพ่อแม่เพราะที่บ้านลำบากมากค่ะ หนูตั้งใจเรียนและตั้งใจทำกิจกรรมมากๆ หนูได้ไปแข่งสุนทรพจน์ภาษาอังกฤษ รายการ TESC ระดับประเทศ ได้เหรียญเงินมาด้วยนะคะ และตอนนี้หนูเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้แล้ว หนูเลือกเรียต่อคณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาเอกวิชาภาษาอังกฤษ ในจังหวัดสงขลาค่ะ หนูขอบคุณพี่ๆ มูลนิธิยุวพัฒน์นะคะ ที่ถามไถ่ปัญหาสารทุกข์สุขดิบของหนู ขอบคุณที่อยู่เคียงข้างหนูมาตลอด 6 ปี สัญญาว่าจะเป็นอีกหนึ่งคนที่ประสบความสำเร็จให้สมกับที่ทุกๆ คน และมูลนิธิยุวพัฒน์ดูแลค่ะ

น้องภัครจิรา
นักเรียนทุนจังหวัดตรัง

ขอขอบคุณมูลนิธิยุวพัฒน์และทุกๆ คน ทุนยุวพัฒน์เข้ามาแบ่งเบาภาระพ่อแม่ได้เยอะเลยค่ะ ตั้งแต่ ม.1 – ม.6 สาขาที่หนูเรียนทั้งเครียดและมีงานเยอะมากๆ เพราะหนูเป็นคนเรียนไม่ค่อยเก่งแต่ก็พยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุดและก็ผ่านมาได้ เวลาที่รู้สึกเครียดก็สามารถปรึกษาพี่ๆ มูลนิธิฯ ได้ พี่ๆ ให้คำปรึกษาหนูได้ดีเลยค่ะ รู้สึกหายเครียดและได้ข้อคิดหลายๆ อย่าง

น้องโยษิตา
นักเรียนทุนจังหวัดกำแพงเพชร

ขอบคุณพี่ๆ มากเลยค่ะ ที่สนับสนุนทุนการศึกษา ดูแล และช่วยเหลือหนูมาตลอด 6 ปี หนูมีความสุขมากๆ ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวยุวพัฒน์ ขอบคุณที่ให้โอกาสหนูนะคะ หนูเป็นนักเรียนในโรงเรียนชนบท เรียนไม่เก่ง แต่ก็พยายามทำตามความฝันของตัวเองมาโดยตลอด พยายามทำกิจกรรม ตั้งใจเรียน และภูมิใจในตัวเองมากๆ ตอนนี้หนูประสบความสำเร็จไปอีกหนึ่งขั้น หนูยังคงเดินทางตามฝันของตัวเองเหมือนเดิม จะไม่ทิ้งและจะภูมิใจในตัวเองอยู่เสมอ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา หนูมีความสุขมากๆ กับการเรียน และได้ทำกิจกรรมมากมาย และกิจกรรมที่หนูภูมิใจ คือ 1.ค่าย Thai Science camp เป็นค่ายวิชาการระดับประเทศที่หนูมีโอกาสได้เข้าร่วม ได้ทั้งประสบการณ์ ความรู้ ทักษะต่างๆ เป็นโอกาสที่ดีสำหรับหนูมากๆ เลยค่ะ 2.กิจกรรมภาพยนตร์สั้น ศิลปหัตถกรรม หนูมีความสุขที่ได้ลองทำอะไรใหม่ๆ แปลกใหม่มากๆ หนูได้เขียนบท ทำสตอรี่บอร์ด เป็นตากล้อง และได้เป็นนักแสดง ภาพยนตร์สั้นของหนูกับเพื่อนๆ ได้ส่งไปแข่งต่อระดับประเทศด้วย หนูเลยภูมิใจกับผลงานชิ้นนี้มากๆ ค่ะ 3.แข่งตอบปัญหาภูมิศาสตร์ หนูตั้งใจฝึกซ้อมเพื่อกิจกรรมนี้มากๆ แม้ว่าในตอนแข่งขันอินเทอร์เน็ตเครื่องของหนูจะหลุด จนต้องเริ่มตอบคำถามใหม่ทั้งหมดในเวลาที่น้อยลงเรื่อยๆ แต่หนูก็ทำออกมาได้ดีมากๆ แล้วค่ะ ในวันปัจฉิมนิเทศหนูได้รับโอกาสจากเพื่อนให้เป็นตัวแทนกล่าวคำปฏิญาณตน ตื่นเต้นมากๆ เพราะเป็นหน้าที่ที่สำคัญแต่ทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี สุดท้ายนี้หนูขอบคุณพี่ๆ อาสาทุกคน ที่ให้คำปรึกษาและดูแลหนูกับคนอื่นๆ มาโดยตลอด หนูสัญญาว่าในอนาคตจะทำในสิ่งที่อยากทำและทำในสิ่งที่ดีๆ และทำความฝันจนประสบความสำเร็จให้ได้ เพราะหนูมีคติประจำใจว่า “ชีวิตคือของขวัญ อย่าปล่อยให้สูญเปล่า” หนูขอขอบคุณของขวัญ ประสบการณ์ คำปรึกษา และแรงสนับสนุน  รักนะคะครอบครัวยุวพัฒน์

น้องอรัญญานี
นักเรียนทุนจังหวัด

ขอบคุณมูลนิธิยุวพัฒน์มากๆ ที่มอบโอกาสให้หนูได้รับทุนการศึกษา ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือตลอด 6 ปี ทั้งสนับสนุน และคำแนะนำอะไรหลายๆ อย่างให้ 6 ปี ในการเป็นนักเรียนทุนยุวพัฒน์หนูรู้สึกซาบซึ้งและขอบคุณที่ได้เข้ามาช่วยเหลือทำให้หนูผ่านความยากลำบากมาได้ ขอบคุณที่มาเป็นส่วนหนึ่ง เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้หนูเรียนจบนะคะ

น้องไพลิน
นักเรียนทุนจังหวัดมหาสารคาม

เรียนจบ ม.6 แล้วนะคะ ขอบพระคุณมูลนิธิทุนยุวพัฒน์มากเลยค่ะที่ให้ทุนการศึกษาตั้งแต่ ม.1 ขอบคุณพี่ๆ อาสาทุกๆ คนที่ช่วยเหลือและให้คำปรึกษาตลอดการเป็นนักเรียนทุนยุวพัฒน์ หนูดีใจมากและมีความสุข ทุนการศึกษายุวพัฒน์เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้หนูเรียนจบชั้น ม.6 ค่ะ

น้องกัลยา
นักเรียนทุนจังหวัดอุบลราชธานี

เรียนจบ ม.6 แล้วค่ะ ขอขอบคุณมูลนิธิยุวพัฒน์ที่เข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ปกครองเพราะช่วยได้มากเลยค่ะ ตลอดระยะเวลา 6 ปี ในการเป็นนักเรียนทุนยุวพัฒน์หนูซาบซึ้งและขอบคุณที่ให้ความช่วยเหลือ ทำให้ผ่านความยากลำบากมาได้ ขอบคุณที่เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้หนูเรียนจบนะคะ

น้องเกศแก้ว
นักเรียนทุนจังหวัดราชบุรี

ตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา หนูดีใจมากที่ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของมูลนิธิยุวพัฒน์ ถ้าหากไม่มีเงินทุน มีข้อมูลดีๆ จากมูลนิธิฯ และพี่ๆ อาสาสมัคร หนูคงไม่มีวันนี้ บางครั้งที่เหนื่อยและร้องไห้กับเรื่องราวรอบๆ ตัว หนูคิดเสมอจะไม่ทิ้งการเรียนเป็นอันขาด เพราะมูลนิธิฯ ได้ให้โอกาสที่ดีกับหนูแล้ว ก็ต้องตั้งใจเรียนเพื่อให้เกรดออกมาดีที่สุด และเป็นพลเมืองที่ดีของสังคมต่อไป หนูเชื่อว่ามูลนิธิยุวพัฒน์อยู่ในใจของนักเรียนทุนและผู้สนับสนุนทุกคน และอยู่ในใจหนูตลอดไปด้วยค่ะ สุดท้ายนี้ขอขอบพระคุณมูลนิธิยุวพัฒน์ที่ให้โอกาสกับเด็กคนนี้ได้มีโอกาสดีๆ แบบคนอื่นนะคะ

น้องธนภรณ์
นักเรียนทุนจังหวัดเชียงใหม่

หนูภูมิใจและดีใจมากที่เรียนจบแล้ว ขอบคุณครูพงษ์ไสว คุณครูที่โรงเรียนประถม ครูที่น่ารักและใจดีกับนักเรียน ครูมีขนมก็เอามาให้นักเรียน มีอะไรดีๆ ก็แนะนำให้ ครูสนับสนุนหนูมาตลอดเลยค่ะ ด้วยฐานะทางบ้านของหนูยากจน ครูก็แนะนำทุนยุวพัฒน์ให้กับหนูและเพื่อน ตอนที่รู้ว่าได้รับทุนยุวพัฒน์หนูกับเพื่อนดีใจมากค่ะ ครูช่วยดำเนินเรื่องและช่วยทุกอย่าง ทั้งติดต่อ แจ้งข้อมูล ครูตั้งใจทำเพื่อพวกหนูสุดๆ หลังจากที่หนูย้ายไปเรียนต่อชั้นมัธยมฯ ก็ไม่ค่อยได้เจอกัน แต่ครูก็ยังถามไถ่สารทุกข์สุกดิบมาบ้าง แต่ทุกครั้งก็จะถามเรื่องทุนอยู่ตลอด และขอบคุณพี่ๆ ผู้ใหญ่ใจดีและพี่ๆ มูลนิธิยุวพัฒน์ทุกคน ที่มอบทุนการศึกษาให้หนูมาตลอด 6 ปี หนูได้ใช้ประโยชน์มากมายหลายอย่าง ทั้งค่าเทอม ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเดินทางไปโรงเรียน ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าขนม และอื่นๆ ช่วยแบ่งเบาภาระของพ่อแม่ได้มากค่ะ มีบางครั้งที่บ้านหนูไม่มีรายได้ ไม่มีเงิน หนูจำเป็นต้องหยุดเรียน (หนูไม่ชอบความรู้สึกนี้เลย) แต่ในที่สุดหนูก็ได้เรียนจบ หนูได้เกียรติบัตรเรียนดีด้วยค่ะ หนูดีใจและภูมิใจมากค่ะ ขอบคุณทุกคนที่ช่วยเหลือและสนับสนุนหนูมาตลอดนะคะ หนูขอส่งพลังบวกและส่งกำลังใจให้ทุกคนประสบความสำเร็จตามที่หวังไว้นะคะ สุดท้ายนี้หนูขอให้พี่ๆ และผู้ใหญ่ใจดีทุกคน พบเจอแต่สิ่งดีๆ และส่งต่อโอกาสดีๆ แบบนี้ให้คนอื่นต่อไปนะคะ

น้องธัญทิพ
นักเรียนทุนจังหวัดลำปาง

จบ ม.6 เเล้วนะคะ ขอบคุณทุกคน 6 ปีที่ผ่านมา หนูรู้สึกดีใจมากค่ะที่ได้รับโอกาส เเละยังได้เป็นส่วนหนึ่งของมูลนิธิยุวพัฒน์ที่ให้ความรู้สึกเสมือนครอบครัว มีพี่เลี้ยงให้คำปรึกษาตลอดจนหนูเรียนจบ มีปัญหาหรือมีเรื่องราวอะไรก็มีพี่ๆ ช่วยเเนะนำ มีเกมให้ร่วมสนุกทุกวัน หนูเรียนต่อคณะมนุษยศาสตร์ สาขาการพัฒนาชุมชนและสังคม กว่าจะรู้ตัวเองก็ใช้เวลานานเลยค่ะ ขอบคุณอีกครั้งนะคะ ถ้าไม่มีมูลนิธิยุวพัฒน์ความฝันของหนูก็คงจะไม่สำเร็จ เป็นกำลังใจให้หนูด้วยนะคะ จะถ่ายรูปใส่ชุดครุยมาอวดพี่ๆ ค่ะ

น้องพัชราภา
นักเรียนทุนจังหวัดขอนแก่น

ขอขอบพระคุณมูลนิธิยุวพัฒน์มากๆ เลยค่ะ ที่ให้ทุนการศึกษาตั้งแต่ ม.1 จนเรียนจบ ม.6 และขอบคุณพี่ๆ อาสาทุกท่านที่ช่วยเหลือ สุดท้ายนี้ขอขอบคุณสำหรับโอกาสดีๆ ที่มูลนิธิยุวพัฒน์มอบให้หนู และเป็นส่วนสำคัญทำให้หนูเรียนจบ

น้องญานิศา
นักเรียนทุนจังหวัดกาญจนบุรี

มูลนิธิฯ ขอแสดงความยินดีกับน้องทุกๆ คนที่อดทนและตั้งใจทำจนประสบความสำเร็จได้ แม้จะอยู่ในสถานการณ์ของความยากลำบาก แต่น้องๆ ก็ทำสำเร็จและผ่านมาได้ด้วยดี ขอขอบคุณผู้ใหญ่ใจดี ทุกๆ ท่าน บุคคลทั่วไป องค์กรต่างๆ ผู้บริจาคสิ่งของและสนับสนุนร้านปันกัน ที่มาร่วมสนับสนุนสมทบทุนการศึกษาให้เยาวชนขาดโอกาสได้เรียนหนังสือ ขอบคุณเหล่าอาสาสมัครทุกๆ คน ที่มาช่วยให้คำปรึกษาประคับประคองน้องๆ ไม่ให้หลุดออกจากระบบการศึกษากลางคัน ผ่านการโทรศัพท์ ทำกิจกรรมในกลุ่มปิดเฟซบุ๊ก และเขียนตอบจดหมายน้องๆ นักเรียนทุน มูลนิธิฯ ขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงในความเมตตาที่ท่านมีให้กับเยาวชนไทยที่ขาดโอกาส

ทุกคนมีเอเวอเรสต์
เป็นของตัวเอง”

– วานดา รุตเคียวิคส์ นักปีนเขาหญิงชาวโปแลนด์ –

เอเวอเรสต์ ภูเขาที่สูงที่สุดในโลก เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในแนวเทือกเขาหิมาลัย อยู่ระหว่างเขตแดนของประเทศเนปาลและเขตปกครองตนเองทิเบต สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยชาวเนปาลเรียกยอดเขาเอเวอเรสต์ว่า “สครมาตา” หมายถึงมารดาแห่งท้องสมุทร ส่วนชาวทิเบตเรียกว่า “โชโมลังมา” หมายถึงมารดาแห่งสวรรค์ มีความสูงจากระดับน้ำทะเลอยู่ที่ 29,035 ฟุต หรือ 8,848 เมตร และมีคนไทยหลายคนไปพิชิตภูเขาลูกนี้มาแล้ว และหนึ่งในนั้นมี “แพทย์หญิงมัณฑนา ถวิลไพร” หญิงไทยสุดแกร่งคนไทยคนที่ 5 ที่สามารถพิชิตหลังคาโลกแห่งนี้ได้สำเร็จ

จาก… คุณหมอแห่งห้องอีอาร์
ผันตัวมาเป็นนักปีนเขา

แพทย์หญิงมัณฑนา ถวิลไพร หรือ “หมอกุ๊กไก่” เดิมทีเป็นแพทย์เวชศาสตร์​ฉุกเฉิน และเวชบำบัดวิกฤตของโรงพยาบาลศรีนครินทร์ บ่อยครั้งที่ชีวิตการทำงานก็ท้าทายให้เธอต้องกระโดดขึ้นรถฉุกเฉินเพื่อออกไปช่วยผู้ป่วย ซึ่งนั่นเป็นความท้าทายที่ทำให้แพทย์สาวมองเห็นถึงความสนุกของการได้ทำงานช่วยเหลือผู้อื่น หากหมอกุ๊กไก่ไม่ได้ ลางานไปเที่ยว เธอก็คงเป็นหมอที่โหมงานหนักเหมือนคุณหมอคนอื่นๆ ในโรงพยาบาล

และแล้วการเดินทางของการเป็นนักปีนเขาของหมอกุ๊กไก่ก็เริ่มต้นขึ้นจากการลางานไปเที่ยว ความสำเร็จยิ่งใหญ่ครั้งนี้อาจจะมีน้อยคนที่จะสามารถทำได้ เพราะ “ราคา” ที่ต้องจ่ายมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็น 8 ปีแห่งการฝึกซ้อม การลาออกจากงาน เงินที่ต้องใช้อย่างมัธยัสถ์ และประตูสู่ความตายที่อยู่ในทุกๆ วินาทีที่อยู่บนเขาเอเวอเรสต์

ครั้งแรกหมอกุ๊กไก่เพียงแค่ต้องการออกไปหากิจกรรมทำ แต่แล้วเป้าหมายที่จะพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ให้ได้ในสักวันก็จุดประกายขึ้นในช่วงใกล้สิ้นปี 2559 “ตอนนั้นเราไปแค่เดินเขาที่เอเวอเรสต์ เบสแคมป์ (Everest Base Camp)” เป็นภูเขาลูกเล็กๆ ที่เป็นส่วนหนึ่งของยอดเขาเอเวอเรสต์ โดยหมอกุ๊กไก่ต้องเดินขึ้นไปถึงความสูง 5,500 เมตรจากระดับน้ำทะเลไปยังค่ายที่พักแรกของผู้ที่หมายมั่นจะปีนเขาเอเวอเรสต์ รู้ตัวอีกที “เฮ้ย เราอยู่ได้ เรายังมีชีวิต ยังไม่ตาย” ความคิดนี้จุดประกายอยู่ในหัวในขณะที่หันหน้าไปเจอยอดเขาเอเวอเรสต์พอดี เป็นโมเมนต์ที่คิดว่า “หรือเราจะปีนเขาเอเวอเรสต์”

“ความต้องการในใจของเรามันแรงมาก
และเรารู้ว่าถ้าไม่อดทนฝึกก็จะทำไม่ได้”

8 ปีกับการเตรียมความพร้อม
เพื่อการพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์

ไม่ใช่แค่การมีเป้าหมายอยากพิชิตเขาเอเวอเรสต์เท่านั้น แต่ทุกอย่างคือกระบวนการของการเตรียมตัวเองให้พร้อมรับมือกับทุกสภาวการณ์ที่จะต้องพบเจอระหว่างทางของการพิชิต หมอกุ๊กไก่ไม่รีรอในการเตรียมตัวเองให้พร้อม แม้กำลังปฏิบัติหน้าที่ของการเป็นหมอก็ตาม และเธอเริ่มต้นจาก…

  • สะพายกระเป๋าเป้ใส่น้ำหนัก 16 กิโลกรัม เดินขึ้นลงบันไดในโรงพยาบาลก่อนและหลังเข้างาน
  • ถ่วงน้ำหนักที่ข้อเท้ากว่า 3 กิโลกรัม ให้คุ้นชินกับการใส่รองเท้า “แครมปอน” สำหรับปีนภูเขาหิมะ
  • ฝึกปีนหน้าผาจำลองในวันหยุด
  • ลดกิจกรรมอื่นๆ ในชีวิต อาทิ การออกไปสังสรรค์กับเพื่อน
  • ออมเงิน

เพราะ “ความต้องการในใจของเรามันแรงมากและเรารู้ว่าถ้าไม่อดทนฝึกก็จะทำไม่ได้จึงเป็นแรงผลักดันให้หมอกุ๊กไก่เลือกที่จะมองว่าการทำหน้าที่รักษาผู้อื่นไม่ใช่อุปสรรคในการพิชิตเป้าหมายที่ตั้งใจเอาไว้

ครั้งแรกของการพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์
แต่… กลายเป็นตราบาปของความไม่สำเร็จ

ยอดเขาสูงที่เธอขึ้นไปได้สำเร็จที่แรก คือ อิมชาตเซ (Imja Tse) หรือที่รู้จักในชื่อ ไอส์แลนด์พีก (Island Peak) ในเนปาล ความสูง 6,189 เมตร จากนั้นก็ปีนภูเขาสูงหลายพันเมตรอีกหลายแห่งในหลายประเทศ ก่อนตัดสินใจปีน “มานาสลู” (Manaslu) ในเนปาล ภูเขาสูงที่สุดอันดับ 8 ของโลก (8,163 เมตร) เมื่อปี 2562 การได้ขึ้นยอดเขาสูงเกินแปดพันเมตร ทำให้หมอกุ๊กไก่เชื่อว่า พร้อมแล้วที่จะปีนเอเวอเรสต์

แต่การพยายามพิชิตยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกครั้งแรกของเธอกลับไม่ประสบความสำเร็จ เพราะพายุหิมะ หมอกุ๊กไก่เล่าว่า “เราขึ้นไปกันที่ประมาณ 8,200 เมตรแต่กลับเจอพายุหิมะ ทีมเชอร์ปาหรือทีมลูกหาบที่นำทางในการปีนเขา เลยบอกว่า “ลงเถอะ ขึ้นแบบนี้ตายแน่” ท้ายที่สุด เมื่อกลับลงมาบริเวณแคมป์ 4 ซึ่งเรียกว่า “ดินแดนแห่งความตาย” (Dead Zone) หมอกุ๊กไก่ก็ยังต้องเผชิญพายุต่อเนื่อง จนเต็นท์ ถุงนอน และเสบียงอาหารปลิวหายไป ยิ่งกดดันให้เธอต้องเลิกล้มความตั้งใจ ทั้งที่อยู่ห่างจากยอดสูงสุดเพียงไม่กี่ร้อยเมตรแล้ว เธอบอกว่า “มันเป็นเหมือนตราบาปในใจ ที่ยอดเขาอยู่ใกล้เรามากแล้วแต่ไม่สามารถไปต่อได้ แต่ถ้าเราดึงดันทำต่อไป เราก็คงจะตายไปแล้ว”

“โอกาสเกิดขึ้นเองไม่ได้
คุณต่างหากที่ต้องสร้างมันขึ้นมา”

– คริส การ์ดเนอร์ –

วันที่พิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์สำเร็จก็มาถึง

ช่วงต้นเดือนเมษายน 2566 หมอกุ๊กไก่ได้เริ่มกระบวนการปรับร่างกายให้เข้ากับการอยู่ในที่สูง เมื่อร่างกายพร้อมแล้วจึงเดินทางไปยังเบสแคมป์เพื่อรอรอบการปีนเอเวอเรสต์เป็นเวลากว่า 20 วัน หมอกุ๊กไก่เจออุปสรรคมากมาย ไม่ว่าจะเป็นอาการป่วยจากการติดไข้หวัด ปัญหาขาดแคลนเชอร์ปา และสิ่งที่น่าหดหู่ที่สุดคือ เธอเห็นนักปีนเขาเสียชีวิตอย่างต่อเนื่อง อาจพูดได้ว่าเรื่องราวที่พบมานั้นแทบไม่ต่างกับภาพยนตร์ ไม่ว่าจะเป็นถุงนอนกับแผ่นรองนอนที่หายระหว่างการเดินทาง การเดินทางแข่งกับเวลาเพื่อให้ไปถึงแคมป์ที่ 2 (ความสูง 6,492 เมตร) ให้ทันภายใน 4 ชั่วโมง เมื่อไปถึงและพักได้ไม่เท่าไหร่ ทางบริษัทปีนเขาก็วิทยุมาบอกว่า วันพรุ่งนี้ให้ขึ้นไปแคมป์ที่ 3 ต่อทันที และยังต้องไปต่อแคมป์ที่ 4 แต่ในที่สุดเธอก็ปีนมาถึงแคมป์ที่ 4 ตามกำหนด ซึ่งระหว่างทางหมอกุ๊กไก่ก็ได้เห็นคนเอาร่างไร้ชีวิตของนักปีนเขาลงมาจากภูเขาคนแล้วคนเล่า ความรู้สึกตอนนั้นคือ “หรือว่านั่นจะเป็นเราในอนาคต”

เมื่อถึงความสูงที่ 8,400 เมตร หมอกุ๊กไก่ก็ถูกเชอร์ปาทิ้งเพราะไปต่อไม่ไหว ในห้วงเวลาที่เธอรู้สึกว่า “ไม่เหลือใครแล้ว” ทันใดนั้น อัง ริตา เชอร์ปาที่แยกตัวออกไปก่อนหน้านี้เข้ามาหาเธอแล้วบอกว่า “จะช่วยพาปีนเอง” ก่อนช่วยกันขึ้นไปจนถึงจุดที่เรียกว่า “เซาท์ซัมมิท” (8,412 เมตร) ภาพที่เห็นตอนไปถึง เรามองไปด้านขวา คือ ทิเบต ขอบฟ้ากลายเป็นสีเขียว กระทบกับเมฆ มันคือภาพที่เราอยากเห็นมาตลอดในชีวิต” และยังต้องไปต่อจุดที่เรียกว่า “ฮิลลารี สเต็ป” (Hillary Step) ซึ่งเป็นอุปสรรคสุดท้ายก่อนถึงยอดสูงสุด อัง ริตา ที่ตอนนั้นเริ่มสู้กับสภาพอากาศไม่ไหวแล้ว แต่ในความโชคร้ายก็ยังมีโชคดี

หมอกุ๊กไก่พบกับเชอร์ปาอีกคนที่ปีนสวนขึ้นมาเธอจึงขอติดตามไปด้วย และด้วยความช่วยเหลือของ สุมาน กุรุง ช่างภาพภูเขาสูงชาวเนปาล ที่ช่วยจูงมือเธอไต่ฮิลลารี สเต็ป ขึ้นไป ในที่สุดหมอกุ๊กไก่ก็ขึ้นไปยืนอยู่ที่ความสูง 8,848 เมตร สุมานได้พาไปนั่ง แล้วจับเอามือของเราไปแตะที่ยอดเอเวอเรสต์” หมอกุ๊กไก่เล่าย้อนถึงเหตุการณ์เมื่อเวลาราว 8.15 น. ของเช้าวันที่ 25 พฤษภาคม 2566 และนั่นคือเวลาที่เธอกลายเป็นคนไทยคนที่ 5 ที่พิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์สำเร็จ

เธอร้องไห้ สุมาน ถามเธอว่า “ร้องไห้ทำไม” หมอกุ๊กไก่ตอบกลับไปว่า “มันเป็นสิ่งที่ยากที่สุดในชีวิต ที่ไม่คิดว่าเราจะทำได้ และวันนี้เราก็ทำได้แล้ว” ความยากลำบาก และความพยายามตลอด 8 ปีที่ผ่านมา ทำให้ได้เรียนรู้ว่ามันไม่เคยสูญเปล่าเลย ดอกและผลของความสำเร็จทำให้เราอิ่มเอมกับความสำเร็จข้างหน้า จนถึงปัจจุบัน หมอกุ๊กไก่ได้กลายเป็น 1 ใน 5 คนไทยที่พิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์สำเร็จในปี 2566

ปลูกต้นรักในใจให้เติบโต…มากกว่าการบอกรัก
คือการแบ่งปัน เพราะ “Sharing grows Love”
ในเทศกาลแห่งความรัก Valentines Day

ด้วยความเชื่อที่ว่า “Sharing grows Love” จึงเกิดเป็นแคมเปญ “Full of  Love” Limited Collection By Namo ด้วยความหลงใหลใน Chocolate Bon Bon น้องณโมจึงต้องการให้ช็อคโกแลตไม่ได้เป็นเพียงของขวัญแทนใจในการมอบความสุขกับผู้รับในช่วงเทศกาลวาเลนไทน์เท่านั้น แต่กำไรจากทุกๆ กล่อง 100% จะมอบเป็นโอกาสสำหรับเยาวชนที่ขาดโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ ในโครงการร้อยพลังการศึกษา โดยมูลนิธิยุวพัฒน์

น้องณโม HappyTongue By Namo มีแนวคิดว่า… ต้องการผลิตและจัดจำหน่ายช็อคโกแลต Bon Bon จำนวน 8 รสชาติ ในช่วงเดือนแห่งความรัก เพื่อระดมทุนช่วยสนับสนุนการศึกษาของเด็กและเยาวชนที่ขาดโอกาสให้เข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ โดยจัดจำหน่ายในระหว่างวันที่ 3 – 29 กุมภาพันธ์ 2567 ผ่าน Instagram และ Facebook : HappyTongue By Namo โดยจำหน่ายในราคา 74 บาท/ชิ้น และบริจาคให้กับโครงการร้อยพลังการศึกษา 4 บาท/ชิ้น

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2567 ที่ผ่านมา น้องณโม HappyTongue By Namo และเชฟ Daniel จาก Pridi Cacao Craft Chocolate ได้บริจาคกำไรจากการผลิตและจำหน่ายช็อคโกแลต Bon Bon special edition 8 รสชาติ จำนวน 20,000 บาท เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

มูลนิธิยุวพัฒน์ขอขอบคุณน้องณโม และ Pridi Cacao Craft chocolate ที่ได้สร้างสรรค์แคมเปญสุดพิเศษ และขอขอบคุณผู้ใหญ่ใจดีทุกๆ ท่านที่ร่วมสนับสนุนแคมเปญและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาการศึกษาสำหรับเยาวชนที่ขาดโอกาสในครั้งนี้

สนใจร่วมเดินทางไปกับมูลนิธิยุวพัฒน์
กับภารกิจ “มอบโอกาส” ผ่านโครงการต่างๆ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
โทร : 02 301 1061
โทร : 02 301 1080
E mail : ybf@ybf.premier.co.th
Line Official Account : https://lin.ee/di3tEQD

เปิดทำการ จันทร์ – ศุกร์ เวลา 08.00 – 17.00 น.
(หยุดเสาร์ – อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์)

ร่วมพัฒนาการศึกษาของเด็กไทย
ผ่านกิจกรรมในรายวิชาเรียน จุดเริ่มต้นในการสร้างโอกาส

คณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและบริหารกิจการ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ จัดการเรียนการสอน วิชา EPM504 กลยุทธ์เศรษฐกิจดิจิทัลสำหรับเจ้าของธุรกิจ โดยมุ่งหวังให้นักศึกษามีแนวคิดและได้ปฏิบัติในการเริ่มต้นทำธุรกิจเพื่อสังคม ด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิตอลในการสร้างความตื่นรู้ และให้บุคคลทั่วไปหันมาใส่ใจกับสังคมและสิ่งแวดล้อม จึงได้จัดทำโครงการ “เรียนรู้ และปฏิบัติจริง เพื่อสังคม” โดยให้นักศึกษาคิดและวางแผนการทำกิจกรรมเพื่อหารายได้หรือสิ่งของ เพื่อนำไปบริจาคให้กับองค์กรการกุศลที่นักศึกษารู้จักหรือสนใจ โดยกิจกรรมดังกล่าว ได้ดำเนินการไปแล้วเมื่อวันที่ 15 มกราคม ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2567 โดยนักศึกษากลุ่มนี้ได้ทำการขายน้ำ รับตัดต่อวีดีโอ รับหิ้วสินค้า และรับสอนออกกำลังกาย และรายได้ทั้งหมดนำไปสมทบเป็นทุนเพื่อสนับสนุนการพัฒนาการศึกษาของเด็กไทย ในโครงการร้อยพลังการศึกษา โดยมูลนิธิยุวพัฒน์

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2567 ที่ผ่านมา กลุ่มนักศึกษาคณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและบริหารกิจการ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้มาบริจาคเงินจากกิจกรรมดังกล่าว จำนวน 4,200 บาท เป็นที่เรียบร้อยแล้ว… โครงการร้อยพลังการศึกษา โดยมูลนิธิยุวพัฒน์ ขอขอบคุณนักศึกษา คณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและบริหารกิจการ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ที่ได้จัดกิจกรรมเพื่อให้นักศึกษาได้มาร่วมกันสร้างโอกาสทางการศึกษาให้ของเด็กไทยที่ขาดโอกาส

มูลนิธิยุวพัฒน์ ขอขอบคุณผู้ใหญ่ใจดี นักศึกษาคณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและบริหารกิจการ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ที่มาร่วมกันพัฒนาการศึกษาของเด็กและเยาวชนไทยในครั้งนี้

สนใจร่วมเดินทางไปกับมูลนิธิยุวพัฒน์
กับภารกิจ “มอบโอกาส” ผ่านโครงการต่างๆ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
โทร : 02 301 1061
โทร : 02 301 1080
E mail : ybf@ybf.premier.co.th
Line Official Account : https://lin.ee/di3tEQD

เปิดทำการ จันทร์ – ศุกร์ เวลา 08.00 – 17.00 น.
(หยุดเสาร์ – อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์)

ในสถานการณ์เศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนและค่าครองชีพที่สูงเพิ่มขึ้น เรื่องการหารายได้ระหว่างเรียนกลายเป็นความต้องการของนักเรียนและนักศึกษามากขึ้น เพราะการทำงาน part-time ช่วยสร้างรายได้ สร้างประสบการณ์การทำงานจริง เสริมทักษะชีวิต และความรู้นอกห้องเรียนได้อีกด้วย

แต่การมุ่งทำงานมากเกินไปอาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการเรียนและสุขภาพได้ เพราะเวลาที่ใช้สำหรับการศึกษาลดลงและเสี่ยงต่อความเครียดสูงขึ้น ดังนั้นการจัดการเวลาและการบริหารการเงินจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก

การสร้างรายได้ระหว่างเรียน

ผลประโยชน์จากการหารายได้ระหว่างเรียน

มีเงินเก็บไว้ใช้ยามฉุกเฉิน
มีโอกาสต่อยอดกลายเป็นธุรกิจส่วนตัวได้
ใช้เวลาว่างให้เกิดเป็นรายได้
วางแผนหารายได้เสริมจากงานที่เราถนัดหรือทำได้ดีได้
สั่งสมประสบการณ์และความสามารถในด้านอื่นๆ ก่อนจะออกไปสู่ช่วงวัยของการทำงานจริง
ช่วยแบ่งเบาการเงินของครอบครัว

สิ่งที่ควรระมัดระวัง

× การโดนหลอกลวงหรือคดโกงได้ง่าย เนื่องจากยังเป็นเยาวชนและอยู่ในวัยเรียน
× อาจเสียการเรียน หากบริหารจัดการเวลาไม่ดี หรือเพิ่มความกดดันได้

“การทำงานหารายได้ระหว่างเรียน ควรจะเลือกงานที่เหมาะสม ไม่ทับซ้อนกับเวลาเรียน ไม่เป็นงานที่หนักจนเกินไป และควรคำนึงถึงความปลอดภัยและสุขภาพของตัวเองด้วย”

การเลือกงานสำหรับการสร้างรายได้

1.เลือกงานอดิเรกที่ชอบ
ทำในสิ่งที่ถนัด/สามารถทำได้ และทำแล้วมีความสุข

2.เริ่มวางแผน
เริ่มจากกิจกรรมเล็กๆ ไม่ต้องลงทุนมาก ขยับขยายได้ตามกำลัง

3.ทำการตลาด
ต้องรู้ว่ากลุ่มลูกค้าเป็นใคร ยินดีซื้อสินค้าราคาเท่าไหร่ และซื้อผ่านช่องทางไหนได้บ้าง

4.พัฒนาอยู่เสมอ
ปรับปรุงสินค้าให้ตรงกับความต้องการและสำรวจตลาดอยู่เสมอ

5.ให้เงินทำงาน
เพื่อให้เงินงอกเงย เริ่มต้นจากการหาความรู้ก่อนนำเงินไปลงทุน

ตั้งคำถามก่อนตัดสินใจเลือกงานที่จะทำเป็นรายได้เสริม

สมมติว่า : เราทำอาหารอร่อย และอยากจะทำขายในวันหยุด?
ให้เราตั้งคำถามกับตัวเองก่อนว่า…

คำถาม : งานนี้แก้ปัญหาอะไร?
คำตอบ : ความหิว

คำถาม : แก้ปัญหาให้ใคร?
คำตอบ : คนที่ไม่สะดวกทำกับข้าวทานเอง

คำถาม : ประโยชน์ที่จะได้รับ?
คำตอบ : ทุกคนได้ทานอาหารอร่อย ราคาถูก และถูกหลักโภชนาการ

คำถาม : ต้นทุนที่ต้องจ่ายต่อวัน?
คำตอบ : ค่าวัตถุดิบ 1,000 บาท/วัน และค่าเช่าพื้นที่ 300 บาท/วัน = 1,300 บาท/วัน

คำถาม : รายได้ที่จะได้รับต่อวัน?
คำตอบ : จานละ 50 บาท ขายได้เฉลี่ยวันละ 30 จาน = 1,500 บาท/วัน

= กำไรที่จะได้ 200 บาท/วัน

วิธีทำให้อาชีพเสริมช่วยให้มีความมั่นคงทางการเงิน

1.พัฒนาอย่างต่อเนื่อง – การทำสิ่งเดิมทุกวันอาจดูซ้ำซากจำเจ แต่ถ้ามองหาความแปลกใหม่จากสิ่งเดิมที่ทำอยู่ เราจะรู้สึกสนุกมากขึ้น เพราะนั่นจะกระตุ้นให้เราสร้างสรรค์การทำงานให้ดียิ่งขึ้นได้
2.วางแผนการเงินอย่างรอบคอบ – เมื่อมีรายได้เสริมแล้ว ก็ต้องจัดการเงินให้ดี มีเงินออมสำรองเพื่อใช้ในยามฉุกเฉิน ซึ่งจะช่วยให้เรามีสภาพคล่องทางการเงิน ไม่ต้องกู้ยืมเมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด
3.เปิดบัญชีออมเงินเพื่อฉุกเฉิน – ควรมีบัญชีที่สามารถถอนเงินออกมาใช้เมื่อจำเป็น แต่ต้องตั้งใจเก็บอย่างสม่ำเสมอ และจะใช้ได้เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินจริงๆ เท่านั้น
4.ลงทุนในกองทุนระยะยาว – ศึกษาการลงทุนในกองทุนที่ให้ผลตอบแทนในระยะยาว ซึ่งจะสามารถช่วยเราเมื่อต้องการขยายหรือเริ่มธุรกิจในอนาคต แต่ต้องศึกษาข้อมูลให้ละเอียดและขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญก่อน
5.ทัศนคติที่ดี – การมีทัศนคติที่ดีเสมอจะช่วยให้เรามองเห็นโอกาสในการพัฒนางานของเราได้ การเปิดใจ ความซื่อสัตย์ และความเป็นมิตรจะช่วยเพิ่มจำนวนลูกค้าให้มากขึ้นได้
6.จัดสรรเวลาอย่างเหมาะสม – แบ่งเวลาระหว่างการทำงานเสริมกับเวลาในการเรียนให้เหมาะสม หากให้ความสำคัญกับงานเสริมมากเกินไป อาจส่งผลให้เกิดความเครียดและเสียเวลาทำกิจกรรมการเรียนหรือการบ้าน การแบ่งเวลาที่ดีจะช่วยให้เราจัดการกับทุกหน้าที่ของตัวเองได้โดยไม่เสียสิ่งที่สำคัญในชีวิต

การเริ่มต้นช้ากว่าคนอื่น
ไม่ใช่ว่าจะไม่มีวันสำเร็จ

ดอกไม้แต่ละดอกมีเวลาผลิบานเป็นของตัวเอง บางดอกผลิบานเร็ว บางดอกต้องใช้เวลาในการฟูมฟัก สำหรับมนุษย์เรากว่าจะประสบความสำเร็จได้ก็ต้องใช้เวลา เก็บเกี่ยวประสบการณ์ชีวิต เพิ่มเติมความรู้ให้กับตัวเองอยู่เสมอเช่นกัน

เช่นเดียวกับชีวิตของผู้พันแซนเดอส์ (Colonel Harland Sanders) ผู้ก่อตั้งร้านไก่ทอด KFC (Kentucky Fried Chicken) ร้านอาหารจานด่วนที่มีหลายสาขาและเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจนถึงวันนี้ คุณแซนเดอส์เองก็ล้มลุกคลุกคลานกับการคิดค้นสูตรไก่ทอดมาตลอด กว่าจะวางขายได้ก็ตอนที่เขาเกษียณในวัย 65 ปีแล้ว

ชีวิตในวัยเด็ก

พันเอก ฮาร์แลนด์ เดวิด แซนเดอส์ (“Colonel” Harland David Sanders) หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ “ผู้พันแซนเดอส์ เขาไม่ได้เกิดในครอบครัวที่มีฐานะร่ำรวย ในวัยเพียง 6 ขวบก็ต้องช่วยแม่ทำงานหาเลี้ยงครอบครัว เพราะพ่อของเขาจากไปตั้งแต่ตอนนั้น โดยหน้าที่หลักของแซนเดอส์คือการทำอาหารให้กับคนในบ้าน เขามีความสามารถในเรื่องนี้มากจนได้รับรางวัลชนะเลิศในการประกวดทำอาหารประจำหมู่บ้านตอนอายุได้เพียง 7 ขวบ เมื่ออายุ 12 ปี แซนเดอส์ก็ต้องลาออกจากโรงเรียนและย้ายไปอยู่กับลุง เพราะแม่ของเขาแต่งงานกับสามีใหม่

เมื่อมาอยู่กับลุง แซนเดอส์ต้องทำงานหลายอย่าง ทั้งนักดับเพลิง ขายประกัน ขายยางและอื่นๆ อีกมากมาย เมื่ออายุ 18 ปีเขาได้แต่งงานและมีลูก แต่แล้วภรรยาก็พาลูกสาวหนีไปเพราะทนใช้ชีวิตกับแซนเดอส์ที่มีฐานะยากจนไม่ได้ แต่ชีวิตต้องไปต่อและสิ่งเดียวที่เขาทำได้ดีก็คือ “การทำอาหาร” เขาจึงไปทำงานเป็นพ่อครัวและคนล้างจานในร้านกาแฟเล็กๆ แห่งหนึ่ง ด้วยความคิดถึงภรรยาและลูกๆ เขาพยายามติดต่อภรรยาและอ้อนวอนให้กลับมาใช้ชีวิตร่วมกันอีกครั้ง แต่ภรรยาไม่ยอม จนถึงวัย 25 ปี เขาก็สามารถโน้มน้าวภรรยาให้กลับมาอยู่ด้วยกันได้สำเร็จและทำงานด้วยกันในร้านกาแฟแห่งนั้น ตลอดทั้งชีวิตงานที่แซนเดอส์ทำส่วนใหญ่คือการทำอาหารและล้างจาน แต่การอยู่พร้อมหน้าทั้งครอบครัวทำให้เขามีกำลังใจและทำงานจนถึงวัยเกษียณ ซึ่งตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมาเขาล้มลุกคลุกคลานทำงานอย่างหนักมาโดยตลอด

จุดเริ่มต้นของไก่ทอด KFC ที่ยิ่งใหญ่

วันแรกของการเกษียณในวัย 65 ปี เขาได้รับเช็คเงินประกันสังคมฉบับแรกเป็นเงิน 105 ดอลลาร์ต่อเดือน ซึ่งไม่พอต่อการใช้ชีวิต เขารู้สึกล้มเหลวและสิ้นหวัง หลังจากการทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อย รู้สึกทั้งชีวิตไม่ประสบความสำเร็จในเรื่องใดเลย เขาจึงวางแผนที่จะจบชีวิตตัวเอง เขาได้หยิบกระดาษและปากกาและนั่งลงใต้ต้นไม้ในสวนหลังบ้านอย่างสงบ ตั้งใจที่จะเขียนคำสั่งเสียและพินัยกรรม แต่ปาฎิหารย์ก็บังเกิดขึ้นในระหว่างที่กำลังเขียนคำสั่งเสียของตัวเอง เขาก็นึกขึ้นได้ว่า ตัวเองยังไม่ได้ทำในสิ่งที่รักอย่างจริงจังเลย นั่นคือ “การทำอาหาร” เขาตั้งมั่นกับตัวเองว่าหากเขาต้องจากโลกนี้ไป ก็ขอให้ได้จากไปในแบบที่ได้ลองพยายามทำในสิ่งที่มีคุณค่าแล้ว ในบ่ายวันนั้นเขาก็เริ่มต้นทันที ด้วยการเดินไปยังธนาคารเพื่อนำเช็คประกันสังคมไปเบิกถอนเงิน 87 ดอลลาร์ เพื่อซื้อกล่องเปล่าและไก่จำนวนหนึ่ง เขากลับมาที่บ้านและลงมือทอดไก่ด้วยสูตรพิเศษที่เขาคิดค้นตลอดหลายปีในการทำงานเป็นพ่อครัวในร้านอาหารหลายแห่ง เขาเดินขายไก่ทอดไปตามละแวกบ้าน และโดนปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่ทุกครั้งที่โดนปฏิเสธเขาก็จะกลับมาปรับปรุงสูตรไก่ทอดของตัวเองเสมอ จนในที่สุดเขาก็ได้สูตรไก่ทอดที่ยอดเยี่ยม

จากการที่แชนเดอร์เคาะประตูบ้านเพื่อขายไก่ทอดจนมาสู่การทำธุรกิจ และได้ขายแฟรนไชส์ให้กับกลุ่มนักลงทุนมืออาชีพที่มี Jack Massey และ John Y. Brown Jr. เป็นแกนนำ ในที่สุดเมื่อเขาอายุ 85 ปี ธุรกิจไก่ทอด KFC ก็โด่งดัง ทำให้แซนเดอร์มีเงินมากกว่า 1,000 ล้านเหรียญดอลล่าห์สหรัฐ และมีชื่อเสียงทั้งในรัฐเคนทักกีและทั่วโลก

เพราะ “ความไม่ย่อท้อ” ต่ออุปสรรคและความล้มเหลวที่เข้ามาทดสอบให้เขาแก้ไขอยู่เสมอ จนประสบความสำเร็จได้ในที่สุด เรื่องราวของผู้พันแซนเดอส์ ผู้เริ่มต้นแบรนด์ไก่ทอด KFC ในวัยเกษียณ เป็นอีกบทเรียนหนึ่งที่ทำให้เห็นว่า ระยะเวลาไม่ใช่อุปสรรคของการประสบความสำเร็จ แต่เพราะความมุ่งมั่นและความรักในความสามารถของตัวเองจึงทำให้ไก่ทอด KFC เป็นอาหาร Fast food ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายทั่วโลกจนถึงวันนี้

ความสำเร็จอีกหนึ่งรุ่น
ด้วยความร่วมมือจากทุกคน

ทุนการศึกษาที่ทุกคนมอบให้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ทำให้พวกเขาได้เรียนต่อเท่านั้น แต่คือ “โอกาส” ที่ทำให้พวกเขาได้เติบโตและมีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป สำหรับการดำเนินงานโครงการทุนการศึกษา “ส่งน้องเรียน สร้างเด็กดี” ของมูลนิธิยุวพัฒน์ ในปีที่ 31 เราสามารถส่งน้องเรียนจบชั้น ม.6 และ ปวช.3 จำนวน 1,928 คน (แบ่งเป็น นักเรียนทุนเรียนจบชั้น ม.6 จำนวน 1,510 คน นักเรียนทุนเรียนจบชั้น ปวช.3 จำนวน 418 คน) ด้วยพยายามและความมุ่งมั่นของนักเรียนทุนและผู้ใหญ่ใจดีทุกๆ คน รวมไปทั้งเหล่าอาสาสมัครที่มาช่วยกันประคับประคองไม่ให้นักเรียนทุนหลุดออกจากระบบการศึกษากลางคัน แม้ว่าทุกๆ คนจะเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ในชีวิตและสถานการณ์ทางเศรษฐกิจก็ตาม แต่ทุกคนก็มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จนี้ไปด้วยกัน

ความรู้สึกและคำขอบคุณจากนักเรียนทุนยุวพัฒน์

6 ปีกับการเป็นนักเรียนทุนยุวพัฒน์ ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้รู้สึกตัวเองโชคดีมากๆ เลยค่ะ ตั้งแต่มีทุนนี้เข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระพ่อแม่เรื่องการเรียนได้เยอะมากๆ ค่ะ และยังช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องจนหนูเรียนจบ ปวช.3 วันนี้ภูมิใจในตัวเองมากๆ สาขาที่หนูเรียนสนุกและเหนื่อยมากๆ ค่ะ แต่พอมาถึงวันที่เราประสบความสำเร็จ พ่อแม่มีความสุขก็ดีใจมากๆ จากเด็กคนหนึ่งที่เริ่มต้นจากศูนย์ ถ้าไม่ได้ทุนนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าชีวิตจะเป็นยังไงต่อ ขอบคุณพี่ๆ ทุกคนสำหรับช่วงเวลาที่ผ่านมา ขอบคุณทุกท่านที่บริจาคทุนการศึกษามาให้ หนูได้ใช้อย่างคุ้มค่าที่สุดแล้วค่ะ

น้องกนกกาญจน์
นักเรียนทุนจังหวัดตรัง

จบ ม.6 แล้วค่ะ ขอบพระคุณมูลนิธิยุวพัฒน์มากเลยค่ะที่ให้ทุนการศึกษาตั้งแต่ ม.1 แล้วก็ขอบคุณพี่ๆ อาสาทุกคนที่ช่วยเหลือและให้คำปรึกษาตลอดการเป็นนักเรียนทุนยุวพัฒน์ หนูดีใจและมีความสุขมาก ทุนการศึกษายุวพัฒน์เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้หนูเรียนจบ ม.6 ค่ะ

น้องพุทธชาด
นักเรียนทุนจังหวัดสุรินทร์

“หากว่าไม่ยอมแพ้ เราก็ไม่มีวันแพ้ แพ้คนอื่นได้ แต่ห้ามแพ้ตัวเอง” เป็นคำที่ผมคิดอยู่เสมอในช่วงที่เรียนอยู่ ม.6 ถ้าไม่มีทุนยุวพัฒน์ ผมก็ไม่มีวันนี้แน่นอน ผมเคยคิดว่าตัวเองยังขาดคุณสมบัติหลายประการและคิดว่าตัวเองนั้นอาจจะไม่ได้เรียนต่อในระดับชั้นมัธยม ในช่วงที่ใกล้จะเรียนจบ ป.6 ยอมรับเลยว่าเตรียมตัวหางานทำแล้ว เนื่องจากที่บ้านขาดรายได้แบบสุดๆ เพราะคนที่เป็นเสาหลักของบ้านถึงวัยเกษียณจากโรงงาน ทำให้รายได้ที่เคยได้รับไม่เพียงพอในการส่งผมเรียนต่อ ตอนนั้นได้แต่คิดในใจว่า โชคชะตากำหนดมาแบบนี้ก็ต้องยอมรับ จนกระทั่งผมเลือกจะขอทุนการศึกษากับมูลนิธิยุวพัฒน์ และไม่คิดว่าตัวเองคงจะได้รับทุนเพราะเราเรียนไม่เก่ง แต่เมื่อรู้ว่าได้รับทุน ผมก็พยายามอย่างหนักที่จะเรียนต่อให้ได้ พอถึงช่วงอยู่ ม.ปลาย ก็ยังค้นหาตัวเองไม่เจอ ไขว้เขวและเครียดมากๆ จนกระทั่งมีพี่เลี้ยงอาสาโทรมาหารับฟังและแนะนำการแก้ปัญหาให้ ผมเคยสัญญากับพี่เลี้ยงอาสาไว้ว่าจะติดต่อกลับแต่ก็ไม่ได้ติดต่อกลับไปเลย แต่เพราะพี่อาสาคนนั้นทำให้ผมได้รู้ว่าเรียนให้เก่งไม่ใช่ทุกสิ่งของชีวิต แต่เราจะมีความถนัดของตัวเอง พอขึ้นชั้น ม.6 ผมได้เปิดใจกับการแข่งเต้นแบบจริงจัง จนชนะและได้รางวัลต่างๆ เป็นจุดเปลี่ยนของตัวเอง มีกรรมการคนหนึ่งสนใจทีมเต้นของผมและได้ตั้งเป็นทีมเต้นชื่อว่า Delonix และมีโอกาสไปแข่งขันที่เชียงใหม่ตื่นเต้นมากเพราะเป็นครั้งแรกที่ได้รับโอกาสแบบนี้ และได้ไปแข่งเต้นเรื่อยๆจนทำให้เป็นที่รู้จัก เพราะมีทุนนี้ทำให้ผมได้เรียนต่อ ได้มีโอกาสมากมายเข้ามาในชีวิต ถ้าไม่มีพี่เลี้ยงอาสาคนนั้นให้กำลังใจและปลุกไฟในตัวผม ก็คงหาตัวเองไม่เจอในวันนี้ ขอบคุณสำหรับทุนการศึกษาและการดูแลอย่างใกล้ชิดของพี่ๆ มูลนิธิยุวพัฒน์ สำหรับคนที่ยังหาตัวเองไม่เจอและไม่รู้จะทำยังไงดี ให้ทำสิ่งที่ตัวเองชอบ ทำแล้วมีความสุข ทำแล้วมีแพชชั่นที่จะทำต่อ ไม่ว่าจะออกมาดีหรือไม่ “ถ้าไม่ยอมแพ้ เราก็ไม่มีทางแพ้”

น้องศุภเสกช์
นักเรียนทุนจังหวัดอุตรดิตถ์

หนูได้รับทุนการศึกษาตั้งแต่ ม.1 จนตอนนี้หนูเรียนจบ ม.6 เป็นเวลา 6 ปี หนูขอบคุณทางมูลนิธิยุวพัฒน์มากๆ นะคะ ที่ช่วยเหลือด้านการใช้จ่ายของหนู แบ่งเบาภาระของแม่ได้เยอะมากๆ ค่ะ หนูใช้เงินทุนที่ได้รับไม่รบกวนพ่อแม่เพราะที่บ้านลำบากมากค่ะ หนูตั้งใจเรียนและตั้งใจทำกิจกรรมมากๆ หนูได้ไปแข่งสุนทรพจน์ภาษาอังกฤษ รายการ TESC ระดับประเทศ ได้เหรียญเงินมาด้วยนะคะ และตอนนี้หนูเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้แล้ว หนูเลือกเรียต่อคณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาเอกวิชาภาษาอังกฤษ ในจังหวัดสงขลาค่ะ หนูขอบคุณพี่ๆ มูลนิธิยุวพัฒน์นะคะ ที่ถามไถ่ปัญหาสารทุกข์สุขดิบของหนู ขอบคุณที่อยู่เคียงข้างหนูมาตลอด 6 ปี สัญญาว่าจะเป็นอีกหนึ่งคนที่ประสบความสำเร็จให้สมกับที่ทุกๆ คน และมูลนิธิยุวพัฒน์ดูแลค่ะ

น้องภัครจิรา
นักเรียนทุนจังหวัดตรัง

ขอขอบคุณมูลนิธิยุวพัฒน์และทุกๆ คน ทุนยุวพัฒน์เข้ามาแบ่งเบาภาระพ่อแม่ได้เยอะเลยค่ะ ตั้งแต่ ม.1 – ม.6 สาขาที่หนูเรียนทั้งเครียดและมีงานเยอะมากๆ เพราะหนูเป็นคนเรียนไม่ค่อยเก่งแต่ก็พยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุดและก็ผ่านมาได้ เวลาที่รู้สึกเครียดก็สามารถปรึกษาพี่ๆ มูลนิธิฯ ได้ พี่ๆ ให้คำปรึกษาหนูได้ดีเลยค่ะ รู้สึกหายเครียดและได้ข้อคิดหลายๆ อย่าง

น้องโยษิตา
นักเรียนทุนจังหวัดกำแพงเพชร

ขอบคุณพี่ๆ มากเลยค่ะ ที่สนับสนุนทุนการศึกษา ดูแล และช่วยเหลือหนูมาตลอด 6 ปี หนูมีความสุขมากๆ ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวยุวพัฒน์ ขอบคุณที่ให้โอกาสหนูนะคะ หนูเป็นนักเรียนในโรงเรียนชนบท เรียนไม่เก่ง แต่ก็พยายามทำตามความฝันของตัวเองมาโดยตลอด พยายามทำกิจกรรม ตั้งใจเรียน และภูมิใจในตัวเองมากๆ ตอนนี้หนูประสบความสำเร็จไปอีกหนึ่งขั้น หนูยังคงเดินทางตามฝันของตัวเองเหมือนเดิม จะไม่ทิ้งและจะภูมิใจในตัวเองอยู่เสมอ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา หนูมีความสุขมากๆ กับการเรียน และได้ทำกิจกรรมมากมาย และกิจกรรมที่หนูภูมิใจ คือ 1.ค่าย Thai Science camp เป็นค่ายวิชาการระดับประเทศที่หนูมีโอกาสได้เข้าร่วม ได้ทั้งประสบการณ์ ความรู้ ทักษะต่างๆ เป็นโอกาสที่ดีสำหรับหนูมากๆ เลยค่ะ 2.กิจกรรมภาพยนตร์สั้น ศิลปหัตถกรรม หนูมีความสุขที่ได้ลองทำอะไรใหม่ๆ แปลกใหม่มากๆ หนูได้เขียนบท ทำสตอรี่บอร์ด เป็นตากล้อง และได้เป็นนักแสดง ภาพยนตร์สั้นของหนูกับเพื่อนๆ ได้ส่งไปแข่งต่อระดับประเทศด้วย หนูเลยภูมิใจกับผลงานชิ้นนี้มากๆ ค่ะ 3.แข่งตอบปัญหาภูมิศาสตร์ หนูตั้งใจฝึกซ้อมเพื่อกิจกรรมนี้มากๆ แม้ว่าในตอนแข่งขันอินเทอร์เน็ตเครื่องของหนูจะหลุด จนต้องเริ่มตอบคำถามใหม่ทั้งหมดในเวลาที่น้อยลงเรื่อยๆ แต่หนูก็ทำออกมาได้ดีมากๆ แล้วค่ะ ในวันปัจฉิมนิเทศหนูได้รับโอกาสจากเพื่อนให้เป็นตัวแทนกล่าวคำปฏิญาณตน ตื่นเต้นมากๆ เพราะเป็นหน้าที่ที่สำคัญแต่ทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี สุดท้ายนี้หนูขอบคุณพี่ๆ อาสาทุกคน ที่ให้คำปรึกษาและดูแลหนูกับคนอื่นๆ มาโดยตลอด หนูสัญญาว่าในอนาคตจะทำในสิ่งที่อยากทำและทำในสิ่งที่ดีๆ และทำความฝันจนประสบความสำเร็จให้ได้ เพราะหนูมีคติประจำใจว่า “ชีวิตคือของขวัญ อย่าปล่อยให้สูญเปล่า” หนูขอขอบคุณของขวัญ ประสบการณ์ คำปรึกษา และแรงสนับสนุน  รักนะคะครอบครัวยุวพัฒน์

น้องอรัญญานี
นักเรียนทุนจังหวัด

ขอบคุณมูลนิธิยุวพัฒน์มากๆ ที่มอบโอกาสให้หนูได้รับทุนการศึกษา ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือตลอด 6 ปี ทั้งสนับสนุน และคำแนะนำอะไรหลายๆ อย่างให้ 6 ปี ในการเป็นนักเรียนทุนยุวพัฒน์หนูรู้สึกซาบซึ้งและขอบคุณที่ได้เข้ามาช่วยเหลือทำให้หนูผ่านความยากลำบากมาได้ ขอบคุณที่มาเป็นส่วนหนึ่ง เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้หนูเรียนจบนะคะ

น้องไพลิน
นักเรียนทุนจังหวัดมหาสารคาม

เรียนจบ ม.6 แล้วนะคะ ขอบพระคุณมูลนิธิทุนยุวพัฒน์มากเลยค่ะที่ให้ทุนการศึกษาตั้งแต่ ม.1 ขอบคุณพี่ๆ อาสาทุกๆ คนที่ช่วยเหลือและให้คำปรึกษาตลอดการเป็นนักเรียนทุนยุวพัฒน์ หนูดีใจมากและมีความสุข ทุนการศึกษายุวพัฒน์เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้หนูเรียนจบชั้น ม.6 ค่ะ

น้องกัลยา
นักเรียนทุนจังหวัดอุบลราชธานี

เรียนจบ ม.6 แล้วค่ะ ขอขอบคุณมูลนิธิยุวพัฒน์ที่เข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ปกครองเพราะช่วยได้มากเลยค่ะ ตลอดระยะเวลา 6 ปี ในการเป็นนักเรียนทุนยุวพัฒน์หนูซาบซึ้งและขอบคุณที่ให้ความช่วยเหลือ ทำให้ผ่านความยากลำบากมาได้ ขอบคุณที่เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้หนูเรียนจบนะคะ

น้องเกศแก้ว
นักเรียนทุนจังหวัดราชบุรี

ตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา หนูดีใจมากที่ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของมูลนิธิยุวพัฒน์ ถ้าหากไม่มีเงินทุน มีข้อมูลดีๆ จากมูลนิธิฯ และพี่ๆ อาสาสมัคร หนูคงไม่มีวันนี้ บางครั้งที่เหนื่อยและร้องไห้กับเรื่องราวรอบๆ ตัว หนูคิดเสมอจะไม่ทิ้งการเรียนเป็นอันขาด เพราะมูลนิธิฯ ได้ให้โอกาสที่ดีกับหนูแล้ว ก็ต้องตั้งใจเรียนเพื่อให้เกรดออกมาดีที่สุด และเป็นพลเมืองที่ดีของสังคมต่อไป หนูเชื่อว่ามูลนิธิยุวพัฒน์อยู่ในใจของนักเรียนทุนและผู้สนับสนุนทุกคน และอยู่ในใจหนูตลอดไปด้วยค่ะ สุดท้ายนี้ขอขอบพระคุณมูลนิธิยุวพัฒน์ที่ให้โอกาสกับเด็กคนนี้ได้มีโอกาสดีๆ แบบคนอื่นนะคะ

น้องธนภรณ์
นักเรียนทุนจังหวัดเชียงใหม่

หนูภูมิใจและดีใจมากที่เรียนจบแล้ว ขอบคุณครูพงษ์ไสว คุณครูที่โรงเรียนประถม ครูที่น่ารักและใจดีกับนักเรียน ครูมีขนมก็เอามาให้นักเรียน มีอะไรดีๆ ก็แนะนำให้ ครูสนับสนุนหนูมาตลอดเลยค่ะ ด้วยฐานะทางบ้านของหนูยากจน ครูก็แนะนำทุนยุวพัฒน์ให้กับหนูและเพื่อน ตอนที่รู้ว่าได้รับทุนยุวพัฒน์หนูกับเพื่อนดีใจมากค่ะ ครูช่วยดำเนินเรื่องและช่วยทุกอย่าง ทั้งติดต่อ แจ้งข้อมูล ครูตั้งใจทำเพื่อพวกหนูสุดๆ หลังจากที่หนูย้ายไปเรียนต่อชั้นมัธยมฯ ก็ไม่ค่อยได้เจอกัน แต่ครูก็ยังถามไถ่สารทุกข์สุกดิบมาบ้าง แต่ทุกครั้งก็จะถามเรื่องทุนอยู่ตลอด และขอบคุณพี่ๆ ผู้ใหญ่ใจดีและพี่ๆ มูลนิธิยุวพัฒน์ทุกคน ที่มอบทุนการศึกษาให้หนูมาตลอด 6 ปี หนูได้ใช้ประโยชน์มากมายหลายอย่าง ทั้งค่าเทอม ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเดินทางไปโรงเรียน ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าขนม และอื่นๆ ช่วยแบ่งเบาภาระของพ่อแม่ได้มากค่ะ มีบางครั้งที่บ้านหนูไม่มีรายได้ ไม่มีเงิน หนูจำเป็นต้องหยุดเรียน (หนูไม่ชอบความรู้สึกนี้เลย) แต่ในที่สุดหนูก็ได้เรียนจบ หนูได้เกียรติบัตรเรียนดีด้วยค่ะ หนูดีใจและภูมิใจมากค่ะ ขอบคุณทุกคนที่ช่วยเหลือและสนับสนุนหนูมาตลอดนะคะ หนูขอส่งพลังบวกและส่งกำลังใจให้ทุกคนประสบความสำเร็จตามที่หวังไว้นะคะ สุดท้ายนี้หนูขอให้พี่ๆ และผู้ใหญ่ใจดีทุกคน พบเจอแต่สิ่งดีๆ และส่งต่อโอกาสดีๆ แบบนี้ให้คนอื่นต่อไปนะคะ

น้องธัญทิพ
นักเรียนทุนจังหวัดลำปาง

จบ ม.6 เเล้วนะคะ ขอบคุณทุกคน 6 ปีที่ผ่านมา หนูรู้สึกดีใจมากค่ะที่ได้รับโอกาส เเละยังได้เป็นส่วนหนึ่งของมูลนิธิยุวพัฒน์ที่ให้ความรู้สึกเสมือนครอบครัว มีพี่เลี้ยงให้คำปรึกษาตลอดจนหนูเรียนจบ มีปัญหาหรือมีเรื่องราวอะไรก็มีพี่ๆ ช่วยเเนะนำ มีเกมให้ร่วมสนุกทุกวัน หนูเรียนต่อคณะมนุษยศาสตร์ สาขาการพัฒนาชุมชนและสังคม กว่าจะรู้ตัวเองก็ใช้เวลานานเลยค่ะ ขอบคุณอีกครั้งนะคะ ถ้าไม่มีมูลนิธิยุวพัฒน์ความฝันของหนูก็คงจะไม่สำเร็จ เป็นกำลังใจให้หนูด้วยนะคะ จะถ่ายรูปใส่ชุดครุยมาอวดพี่ๆ ค่ะ

น้องพัชราภา
นักเรียนทุนจังหวัดขอนแก่น

ขอขอบพระคุณมูลนิธิยุวพัฒน์มากๆ เลยค่ะ ที่ให้ทุนการศึกษาตั้งแต่ ม.1 จนเรียนจบ ม.6 และขอบคุณพี่ๆ อาสาทุกท่านที่ช่วยเหลือ สุดท้ายนี้ขอขอบคุณสำหรับโอกาสดีๆ ที่มูลนิธิยุวพัฒน์มอบให้หนู และเป็นส่วนสำคัญทำให้หนูเรียนจบ

น้องญานิศา
นักเรียนทุนจังหวัดกาญจนบุรี

มูลนิธิฯ ขอแสดงความยินดีกับน้องทุกๆ คนที่อดทนและตั้งใจทำจนประสบความสำเร็จได้ แม้จะอยู่ในสถานการณ์ของความยากลำบาก แต่น้องๆ ก็ทำสำเร็จและผ่านมาได้ด้วยดี ขอขอบคุณผู้ใหญ่ใจดี ทุกๆ ท่าน บุคคลทั่วไป องค์กรต่างๆ ผู้บริจาคสิ่งของและสนับสนุนร้านปันกัน ที่มาร่วมสนับสนุนสมทบทุนการศึกษาให้เยาวชนขาดโอกาสได้เรียนหนังสือ ขอบคุณเหล่าอาสาสมัครทุกๆ คน ที่มาช่วยให้คำปรึกษาประคับประคองน้องๆ ไม่ให้หลุดออกจากระบบการศึกษากลางคัน ผ่านการโทรศัพท์ ทำกิจกรรมในกลุ่มปิดเฟซบุ๊ก และเขียนตอบจดหมายน้องๆ นักเรียนทุน มูลนิธิฯ ขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงในความเมตตาที่ท่านมีให้กับเยาวชนไทยที่ขาดโอกาส

ทุกคนมีเอเวอเรสต์
เป็นของตัวเอง”

– วานดา รุตเคียวิคส์ นักปีนเขาหญิงชาวโปแลนด์ –

เอเวอเรสต์ ภูเขาที่สูงที่สุดในโลก เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในแนวเทือกเขาหิมาลัย อยู่ระหว่างเขตแดนของประเทศเนปาลและเขตปกครองตนเองทิเบต สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยชาวเนปาลเรียกยอดเขาเอเวอเรสต์ว่า “สครมาตา” หมายถึงมารดาแห่งท้องสมุทร ส่วนชาวทิเบตเรียกว่า “โชโมลังมา” หมายถึงมารดาแห่งสวรรค์ มีความสูงจากระดับน้ำทะเลอยู่ที่ 29,035 ฟุต หรือ 8,848 เมตร และมีคนไทยหลายคนไปพิชิตภูเขาลูกนี้มาแล้ว และหนึ่งในนั้นมี “แพทย์หญิงมัณฑนา ถวิลไพร” หญิงไทยสุดแกร่งคนไทยคนที่ 5 ที่สามารถพิชิตหลังคาโลกแห่งนี้ได้สำเร็จ

จาก… คุณหมอแห่งห้องอีอาร์
ผันตัวมาเป็นนักปีนเขา

แพทย์หญิงมัณฑนา ถวิลไพร หรือ “หมอกุ๊กไก่” เดิมทีเป็นแพทย์เวชศาสตร์​ฉุกเฉิน และเวชบำบัดวิกฤตของโรงพยาบาลศรีนครินทร์ บ่อยครั้งที่ชีวิตการทำงานก็ท้าทายให้เธอต้องกระโดดขึ้นรถฉุกเฉินเพื่อออกไปช่วยผู้ป่วย ซึ่งนั่นเป็นความท้าทายที่ทำให้แพทย์สาวมองเห็นถึงความสนุกของการได้ทำงานช่วยเหลือผู้อื่น หากหมอกุ๊กไก่ไม่ได้ ลางานไปเที่ยว เธอก็คงเป็นหมอที่โหมงานหนักเหมือนคุณหมอคนอื่นๆ ในโรงพยาบาล

และแล้วการเดินทางของการเป็นนักปีนเขาของหมอกุ๊กไก่ก็เริ่มต้นขึ้นจากการลางานไปเที่ยว ความสำเร็จยิ่งใหญ่ครั้งนี้อาจจะมีน้อยคนที่จะสามารถทำได้ เพราะ “ราคา” ที่ต้องจ่ายมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็น 8 ปีแห่งการฝึกซ้อม การลาออกจากงาน เงินที่ต้องใช้อย่างมัธยัสถ์ และประตูสู่ความตายที่อยู่ในทุกๆ วินาทีที่อยู่บนเขาเอเวอเรสต์

ครั้งแรกหมอกุ๊กไก่เพียงแค่ต้องการออกไปหากิจกรรมทำ แต่แล้วเป้าหมายที่จะพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ให้ได้ในสักวันก็จุดประกายขึ้นในช่วงใกล้สิ้นปี 2559 “ตอนนั้นเราไปแค่เดินเขาที่เอเวอเรสต์ เบสแคมป์ (Everest Base Camp)” เป็นภูเขาลูกเล็กๆ ที่เป็นส่วนหนึ่งของยอดเขาเอเวอเรสต์ โดยหมอกุ๊กไก่ต้องเดินขึ้นไปถึงความสูง 5,500 เมตรจากระดับน้ำทะเลไปยังค่ายที่พักแรกของผู้ที่หมายมั่นจะปีนเขาเอเวอเรสต์ รู้ตัวอีกที “เฮ้ย เราอยู่ได้ เรายังมีชีวิต ยังไม่ตาย” ความคิดนี้จุดประกายอยู่ในหัวในขณะที่หันหน้าไปเจอยอดเขาเอเวอเรสต์พอดี เป็นโมเมนต์ที่คิดว่า “หรือเราจะปีนเขาเอเวอเรสต์”

“ความต้องการในใจของเรามันแรงมาก
และเรารู้ว่าถ้าไม่อดทนฝึกก็จะทำไม่ได้”

8 ปีกับการเตรียมความพร้อม
เพื่อการพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์

ไม่ใช่แค่การมีเป้าหมายอยากพิชิตเขาเอเวอเรสต์เท่านั้น แต่ทุกอย่างคือกระบวนการของการเตรียมตัวเองให้พร้อมรับมือกับทุกสภาวการณ์ที่จะต้องพบเจอระหว่างทางของการพิชิต หมอกุ๊กไก่ไม่รีรอในการเตรียมตัวเองให้พร้อม แม้กำลังปฏิบัติหน้าที่ของการเป็นหมอก็ตาม และเธอเริ่มต้นจาก…

  • สะพายกระเป๋าเป้ใส่น้ำหนัก 16 กิโลกรัม เดินขึ้นลงบันไดในโรงพยาบาลก่อนและหลังเข้างาน
  • ถ่วงน้ำหนักที่ข้อเท้ากว่า 3 กิโลกรัม ให้คุ้นชินกับการใส่รองเท้า “แครมปอน” สำหรับปีนภูเขาหิมะ
  • ฝึกปีนหน้าผาจำลองในวันหยุด
  • ลดกิจกรรมอื่นๆ ในชีวิต อาทิ การออกไปสังสรรค์กับเพื่อน
  • ออมเงิน

เพราะ “ความต้องการในใจของเรามันแรงมากและเรารู้ว่าถ้าไม่อดทนฝึกก็จะทำไม่ได้จึงเป็นแรงผลักดันให้หมอกุ๊กไก่เลือกที่จะมองว่าการทำหน้าที่รักษาผู้อื่นไม่ใช่อุปสรรคในการพิชิตเป้าหมายที่ตั้งใจเอาไว้

ครั้งแรกของการพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์
แต่… กลายเป็นตราบาปของความไม่สำเร็จ

ยอดเขาสูงที่เธอขึ้นไปได้สำเร็จที่แรก คือ อิมชาตเซ (Imja Tse) หรือที่รู้จักในชื่อ ไอส์แลนด์พีก (Island Peak) ในเนปาล ความสูง 6,189 เมตร จากนั้นก็ปีนภูเขาสูงหลายพันเมตรอีกหลายแห่งในหลายประเทศ ก่อนตัดสินใจปีน “มานาสลู” (Manaslu) ในเนปาล ภูเขาสูงที่สุดอันดับ 8 ของโลก (8,163 เมตร) เมื่อปี 2562 การได้ขึ้นยอดเขาสูงเกินแปดพันเมตร ทำให้หมอกุ๊กไก่เชื่อว่า พร้อมแล้วที่จะปีนเอเวอเรสต์

แต่การพยายามพิชิตยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกครั้งแรกของเธอกลับไม่ประสบความสำเร็จ เพราะพายุหิมะ หมอกุ๊กไก่เล่าว่า “เราขึ้นไปกันที่ประมาณ 8,200 เมตรแต่กลับเจอพายุหิมะ ทีมเชอร์ปาหรือทีมลูกหาบที่นำทางในการปีนเขา เลยบอกว่า “ลงเถอะ ขึ้นแบบนี้ตายแน่” ท้ายที่สุด เมื่อกลับลงมาบริเวณแคมป์ 4 ซึ่งเรียกว่า “ดินแดนแห่งความตาย” (Dead Zone) หมอกุ๊กไก่ก็ยังต้องเผชิญพายุต่อเนื่อง จนเต็นท์ ถุงนอน และเสบียงอาหารปลิวหายไป ยิ่งกดดันให้เธอต้องเลิกล้มความตั้งใจ ทั้งที่อยู่ห่างจากยอดสูงสุดเพียงไม่กี่ร้อยเมตรแล้ว เธอบอกว่า “มันเป็นเหมือนตราบาปในใจ ที่ยอดเขาอยู่ใกล้เรามากแล้วแต่ไม่สามารถไปต่อได้ แต่ถ้าเราดึงดันทำต่อไป เราก็คงจะตายไปแล้ว”

“โอกาสเกิดขึ้นเองไม่ได้
คุณต่างหากที่ต้องสร้างมันขึ้นมา”

– คริส การ์ดเนอร์ –

วันที่พิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์สำเร็จก็มาถึง

ช่วงต้นเดือนเมษายน 2566 หมอกุ๊กไก่ได้เริ่มกระบวนการปรับร่างกายให้เข้ากับการอยู่ในที่สูง เมื่อร่างกายพร้อมแล้วจึงเดินทางไปยังเบสแคมป์เพื่อรอรอบการปีนเอเวอเรสต์เป็นเวลากว่า 20 วัน หมอกุ๊กไก่เจออุปสรรคมากมาย ไม่ว่าจะเป็นอาการป่วยจากการติดไข้หวัด ปัญหาขาดแคลนเชอร์ปา และสิ่งที่น่าหดหู่ที่สุดคือ เธอเห็นนักปีนเขาเสียชีวิตอย่างต่อเนื่อง อาจพูดได้ว่าเรื่องราวที่พบมานั้นแทบไม่ต่างกับภาพยนตร์ ไม่ว่าจะเป็นถุงนอนกับแผ่นรองนอนที่หายระหว่างการเดินทาง การเดินทางแข่งกับเวลาเพื่อให้ไปถึงแคมป์ที่ 2 (ความสูง 6,492 เมตร) ให้ทันภายใน 4 ชั่วโมง เมื่อไปถึงและพักได้ไม่เท่าไหร่ ทางบริษัทปีนเขาก็วิทยุมาบอกว่า วันพรุ่งนี้ให้ขึ้นไปแคมป์ที่ 3 ต่อทันที และยังต้องไปต่อแคมป์ที่ 4 แต่ในที่สุดเธอก็ปีนมาถึงแคมป์ที่ 4 ตามกำหนด ซึ่งระหว่างทางหมอกุ๊กไก่ก็ได้เห็นคนเอาร่างไร้ชีวิตของนักปีนเขาลงมาจากภูเขาคนแล้วคนเล่า ความรู้สึกตอนนั้นคือ “หรือว่านั่นจะเป็นเราในอนาคต”

เมื่อถึงความสูงที่ 8,400 เมตร หมอกุ๊กไก่ก็ถูกเชอร์ปาทิ้งเพราะไปต่อไม่ไหว ในห้วงเวลาที่เธอรู้สึกว่า “ไม่เหลือใครแล้ว” ทันใดนั้น อัง ริตา เชอร์ปาที่แยกตัวออกไปก่อนหน้านี้เข้ามาหาเธอแล้วบอกว่า “จะช่วยพาปีนเอง” ก่อนช่วยกันขึ้นไปจนถึงจุดที่เรียกว่า “เซาท์ซัมมิท” (8,412 เมตร) ภาพที่เห็นตอนไปถึง เรามองไปด้านขวา คือ ทิเบต ขอบฟ้ากลายเป็นสีเขียว กระทบกับเมฆ มันคือภาพที่เราอยากเห็นมาตลอดในชีวิต” และยังต้องไปต่อจุดที่เรียกว่า “ฮิลลารี สเต็ป” (Hillary Step) ซึ่งเป็นอุปสรรคสุดท้ายก่อนถึงยอดสูงสุด อัง ริตา ที่ตอนนั้นเริ่มสู้กับสภาพอากาศไม่ไหวแล้ว แต่ในความโชคร้ายก็ยังมีโชคดี

หมอกุ๊กไก่พบกับเชอร์ปาอีกคนที่ปีนสวนขึ้นมาเธอจึงขอติดตามไปด้วย และด้วยความช่วยเหลือของ สุมาน กุรุง ช่างภาพภูเขาสูงชาวเนปาล ที่ช่วยจูงมือเธอไต่ฮิลลารี สเต็ป ขึ้นไป ในที่สุดหมอกุ๊กไก่ก็ขึ้นไปยืนอยู่ที่ความสูง 8,848 เมตร สุมานได้พาไปนั่ง แล้วจับเอามือของเราไปแตะที่ยอดเอเวอเรสต์” หมอกุ๊กไก่เล่าย้อนถึงเหตุการณ์เมื่อเวลาราว 8.15 น. ของเช้าวันที่ 25 พฤษภาคม 2566 และนั่นคือเวลาที่เธอกลายเป็นคนไทยคนที่ 5 ที่พิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์สำเร็จ

เธอร้องไห้ สุมาน ถามเธอว่า “ร้องไห้ทำไม” หมอกุ๊กไก่ตอบกลับไปว่า “มันเป็นสิ่งที่ยากที่สุดในชีวิต ที่ไม่คิดว่าเราจะทำได้ และวันนี้เราก็ทำได้แล้ว” ความยากลำบาก และความพยายามตลอด 8 ปีที่ผ่านมา ทำให้ได้เรียนรู้ว่ามันไม่เคยสูญเปล่าเลย ดอกและผลของความสำเร็จทำให้เราอิ่มเอมกับความสำเร็จข้างหน้า จนถึงปัจจุบัน หมอกุ๊กไก่ได้กลายเป็น 1 ใน 5 คนไทยที่พิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์สำเร็จในปี 2566

ปลูกต้นรักในใจให้เติบโต…มากกว่าการบอกรัก
คือการแบ่งปัน เพราะ “Sharing grows Love”
ในเทศกาลแห่งความรัก Valentines Day

ด้วยความเชื่อที่ว่า “Sharing grows Love” จึงเกิดเป็นแคมเปญ “Full of  Love” Limited Collection By Namo ด้วยความหลงใหลใน Chocolate Bon Bon น้องณโมจึงต้องการให้ช็อคโกแลตไม่ได้เป็นเพียงของขวัญแทนใจในการมอบความสุขกับผู้รับในช่วงเทศกาลวาเลนไทน์เท่านั้น แต่กำไรจากทุกๆ กล่อง 100% จะมอบเป็นโอกาสสำหรับเยาวชนที่ขาดโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ ในโครงการร้อยพลังการศึกษา โดยมูลนิธิยุวพัฒน์

น้องณโม HappyTongue By Namo มีแนวคิดว่า… ต้องการผลิตและจัดจำหน่ายช็อคโกแลต Bon Bon จำนวน 8 รสชาติ ในช่วงเดือนแห่งความรัก เพื่อระดมทุนช่วยสนับสนุนการศึกษาของเด็กและเยาวชนที่ขาดโอกาสให้เข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ โดยจัดจำหน่ายในระหว่างวันที่ 3 – 29 กุมภาพันธ์ 2567 ผ่าน Instagram และ Facebook : HappyTongue By Namo โดยจำหน่ายในราคา 74 บาท/ชิ้น และบริจาคให้กับโครงการร้อยพลังการศึกษา 4 บาท/ชิ้น

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2567 ที่ผ่านมา น้องณโม HappyTongue By Namo และเชฟ Daniel จาก Pridi Cacao Craft Chocolate ได้บริจาคกำไรจากการผลิตและจำหน่ายช็อคโกแลต Bon Bon special edition 8 รสชาติ จำนวน 20,000 บาท เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

มูลนิธิยุวพัฒน์ขอขอบคุณน้องณโม และ Pridi Cacao Craft chocolate ที่ได้สร้างสรรค์แคมเปญสุดพิเศษ และขอขอบคุณผู้ใหญ่ใจดีทุกๆ ท่านที่ร่วมสนับสนุนแคมเปญและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาการศึกษาสำหรับเยาวชนที่ขาดโอกาสในครั้งนี้

สนใจร่วมเดินทางไปกับมูลนิธิยุวพัฒน์
กับภารกิจ “มอบโอกาส” ผ่านโครงการต่างๆ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
โทร : 02 301 1061
โทร : 02 301 1080
E mail : ybf@ybf.premier.co.th
Line Official Account : https://lin.ee/di3tEQD

เปิดทำการ จันทร์ – ศุกร์ เวลา 08.00 – 17.00 น.
(หยุดเสาร์ – อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์)

ร่วมพัฒนาการศึกษาของเด็กไทย
ผ่านกิจกรรมในรายวิชาเรียน จุดเริ่มต้นในการสร้างโอกาส

คณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและบริหารกิจการ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ จัดการเรียนการสอน วิชา EPM504 กลยุทธ์เศรษฐกิจดิจิทัลสำหรับเจ้าของธุรกิจ โดยมุ่งหวังให้นักศึกษามีแนวคิดและได้ปฏิบัติในการเริ่มต้นทำธุรกิจเพื่อสังคม ด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิตอลในการสร้างความตื่นรู้ และให้บุคคลทั่วไปหันมาใส่ใจกับสังคมและสิ่งแวดล้อม จึงได้จัดทำโครงการ “เรียนรู้ และปฏิบัติจริง เพื่อสังคม” โดยให้นักศึกษาคิดและวางแผนการทำกิจกรรมเพื่อหารายได้หรือสิ่งของ เพื่อนำไปบริจาคให้กับองค์กรการกุศลที่นักศึกษารู้จักหรือสนใจ โดยกิจกรรมดังกล่าว ได้ดำเนินการไปแล้วเมื่อวันที่ 15 มกราคม ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2567 โดยนักศึกษากลุ่มนี้ได้ทำการขายน้ำ รับตัดต่อวีดีโอ รับหิ้วสินค้า และรับสอนออกกำลังกาย และรายได้ทั้งหมดนำไปสมทบเป็นทุนเพื่อสนับสนุนการพัฒนาการศึกษาของเด็กไทย ในโครงการร้อยพลังการศึกษา โดยมูลนิธิยุวพัฒน์

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2567 ที่ผ่านมา กลุ่มนักศึกษาคณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและบริหารกิจการ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้มาบริจาคเงินจากกิจกรรมดังกล่าว จำนวน 4,200 บาท เป็นที่เรียบร้อยแล้ว… โครงการร้อยพลังการศึกษา โดยมูลนิธิยุวพัฒน์ ขอขอบคุณนักศึกษา คณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและบริหารกิจการ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ที่ได้จัดกิจกรรมเพื่อให้นักศึกษาได้มาร่วมกันสร้างโอกาสทางการศึกษาให้ของเด็กไทยที่ขาดโอกาส

มูลนิธิยุวพัฒน์ ขอขอบคุณผู้ใหญ่ใจดี นักศึกษาคณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและบริหารกิจการ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ที่มาร่วมกันพัฒนาการศึกษาของเด็กและเยาวชนไทยในครั้งนี้

สนใจร่วมเดินทางไปกับมูลนิธิยุวพัฒน์
กับภารกิจ “มอบโอกาส” ผ่านโครงการต่างๆ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
โทร : 02 301 1061
โทร : 02 301 1080
E mail : ybf@ybf.premier.co.th
Line Official Account : https://lin.ee/di3tEQD

เปิดทำการ จันทร์ – ศุกร์ เวลา 08.00 – 17.00 น.
(หยุดเสาร์ – อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์)

ในสถานการณ์เศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนและค่าครองชีพที่สูงเพิ่มขึ้น เรื่องการหารายได้ระหว่างเรียนกลายเป็นความต้องการของนักเรียนและนักศึกษามากขึ้น เพราะการทำงาน part-time ช่วยสร้างรายได้ สร้างประสบการณ์การทำงานจริง เสริมทักษะชีวิต และความรู้นอกห้องเรียนได้อีกด้วย

แต่การมุ่งทำงานมากเกินไปอาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการเรียนและสุขภาพได้ เพราะเวลาที่ใช้สำหรับการศึกษาลดลงและเสี่ยงต่อความเครียดสูงขึ้น ดังนั้นการจัดการเวลาและการบริหารการเงินจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก

การสร้างรายได้ระหว่างเรียน

ผลประโยชน์จากการหารายได้ระหว่างเรียน

มีเงินเก็บไว้ใช้ยามฉุกเฉิน
มีโอกาสต่อยอดกลายเป็นธุรกิจส่วนตัวได้
ใช้เวลาว่างให้เกิดเป็นรายได้
วางแผนหารายได้เสริมจากงานที่เราถนัดหรือทำได้ดีได้
สั่งสมประสบการณ์และความสามารถในด้านอื่นๆ ก่อนจะออกไปสู่ช่วงวัยของการทำงานจริง
ช่วยแบ่งเบาการเงินของครอบครัว

สิ่งที่ควรระมัดระวัง

× การโดนหลอกลวงหรือคดโกงได้ง่าย เนื่องจากยังเป็นเยาวชนและอยู่ในวัยเรียน
× อาจเสียการเรียน หากบริหารจัดการเวลาไม่ดี หรือเพิ่มความกดดันได้

“การทำงานหารายได้ระหว่างเรียน ควรจะเลือกงานที่เหมาะสม ไม่ทับซ้อนกับเวลาเรียน ไม่เป็นงานที่หนักจนเกินไป และควรคำนึงถึงความปลอดภัยและสุขภาพของตัวเองด้วย”

การเลือกงานสำหรับการสร้างรายได้

1.เลือกงานอดิเรกที่ชอบ
ทำในสิ่งที่ถนัด/สามารถทำได้ และทำแล้วมีความสุข

2.เริ่มวางแผน
เริ่มจากกิจกรรมเล็กๆ ไม่ต้องลงทุนมาก ขยับขยายได้ตามกำลัง

3.ทำการตลาด
ต้องรู้ว่ากลุ่มลูกค้าเป็นใคร ยินดีซื้อสินค้าราคาเท่าไหร่ และซื้อผ่านช่องทางไหนได้บ้าง

4.พัฒนาอยู่เสมอ
ปรับปรุงสินค้าให้ตรงกับความต้องการและสำรวจตลาดอยู่เสมอ

5.ให้เงินทำงาน
เพื่อให้เงินงอกเงย เริ่มต้นจากการหาความรู้ก่อนนำเงินไปลงทุน

ตั้งคำถามก่อนตัดสินใจเลือกงานที่จะทำเป็นรายได้เสริม

สมมติว่า : เราทำอาหารอร่อย และอยากจะทำขายในวันหยุด?
ให้เราตั้งคำถามกับตัวเองก่อนว่า…

คำถาม : งานนี้แก้ปัญหาอะไร?
คำตอบ : ความหิว

คำถาม : แก้ปัญหาให้ใคร?
คำตอบ : คนที่ไม่สะดวกทำกับข้าวทานเอง

คำถาม : ประโยชน์ที่จะได้รับ?
คำตอบ : ทุกคนได้ทานอาหารอร่อย ราคาถูก และถูกหลักโภชนาการ

คำถาม : ต้นทุนที่ต้องจ่ายต่อวัน?
คำตอบ : ค่าวัตถุดิบ 1,000 บาท/วัน และค่าเช่าพื้นที่ 300 บาท/วัน = 1,300 บาท/วัน

คำถาม : รายได้ที่จะได้รับต่อวัน?
คำตอบ : จานละ 50 บาท ขายได้เฉลี่ยวันละ 30 จาน = 1,500 บาท/วัน

= กำไรที่จะได้ 200 บาท/วัน

วิธีทำให้อาชีพเสริมช่วยให้มีความมั่นคงทางการเงิน

1.พัฒนาอย่างต่อเนื่อง – การทำสิ่งเดิมทุกวันอาจดูซ้ำซากจำเจ แต่ถ้ามองหาความแปลกใหม่จากสิ่งเดิมที่ทำอยู่ เราจะรู้สึกสนุกมากขึ้น เพราะนั่นจะกระตุ้นให้เราสร้างสรรค์การทำงานให้ดียิ่งขึ้นได้
2.วางแผนการเงินอย่างรอบคอบ – เมื่อมีรายได้เสริมแล้ว ก็ต้องจัดการเงินให้ดี มีเงินออมสำรองเพื่อใช้ในยามฉุกเฉิน ซึ่งจะช่วยให้เรามีสภาพคล่องทางการเงิน ไม่ต้องกู้ยืมเมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด
3.เปิดบัญชีออมเงินเพื่อฉุกเฉิน – ควรมีบัญชีที่สามารถถอนเงินออกมาใช้เมื่อจำเป็น แต่ต้องตั้งใจเก็บอย่างสม่ำเสมอ และจะใช้ได้เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินจริงๆ เท่านั้น
4.ลงทุนในกองทุนระยะยาว – ศึกษาการลงทุนในกองทุนที่ให้ผลตอบแทนในระยะยาว ซึ่งจะสามารถช่วยเราเมื่อต้องการขยายหรือเริ่มธุรกิจในอนาคต แต่ต้องศึกษาข้อมูลให้ละเอียดและขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญก่อน
5.ทัศนคติที่ดี – การมีทัศนคติที่ดีเสมอจะช่วยให้เรามองเห็นโอกาสในการพัฒนางานของเราได้ การเปิดใจ ความซื่อสัตย์ และความเป็นมิตรจะช่วยเพิ่มจำนวนลูกค้าให้มากขึ้นได้
6.จัดสรรเวลาอย่างเหมาะสม – แบ่งเวลาระหว่างการทำงานเสริมกับเวลาในการเรียนให้เหมาะสม หากให้ความสำคัญกับงานเสริมมากเกินไป อาจส่งผลให้เกิดความเครียดและเสียเวลาทำกิจกรรมการเรียนหรือการบ้าน การแบ่งเวลาที่ดีจะช่วยให้เราจัดการกับทุกหน้าที่ของตัวเองได้โดยไม่เสียสิ่งที่สำคัญในชีวิต

การเริ่มต้นช้ากว่าคนอื่น
ไม่ใช่ว่าจะไม่มีวันสำเร็จ

ดอกไม้แต่ละดอกมีเวลาผลิบานเป็นของตัวเอง บางดอกผลิบานเร็ว บางดอกต้องใช้เวลาในการฟูมฟัก สำหรับมนุษย์เรากว่าจะประสบความสำเร็จได้ก็ต้องใช้เวลา เก็บเกี่ยวประสบการณ์ชีวิต เพิ่มเติมความรู้ให้กับตัวเองอยู่เสมอเช่นกัน

เช่นเดียวกับชีวิตของผู้พันแซนเดอส์ (Colonel Harland Sanders) ผู้ก่อตั้งร้านไก่ทอด KFC (Kentucky Fried Chicken) ร้านอาหารจานด่วนที่มีหลายสาขาและเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจนถึงวันนี้ คุณแซนเดอส์เองก็ล้มลุกคลุกคลานกับการคิดค้นสูตรไก่ทอดมาตลอด กว่าจะวางขายได้ก็ตอนที่เขาเกษียณในวัย 65 ปีแล้ว

ชีวิตในวัยเด็ก

พันเอก ฮาร์แลนด์ เดวิด แซนเดอส์ (“Colonel” Harland David Sanders) หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ “ผู้พันแซนเดอส์ เขาไม่ได้เกิดในครอบครัวที่มีฐานะร่ำรวย ในวัยเพียง 6 ขวบก็ต้องช่วยแม่ทำงานหาเลี้ยงครอบครัว เพราะพ่อของเขาจากไปตั้งแต่ตอนนั้น โดยหน้าที่หลักของแซนเดอส์คือการทำอาหารให้กับคนในบ้าน เขามีความสามารถในเรื่องนี้มากจนได้รับรางวัลชนะเลิศในการประกวดทำอาหารประจำหมู่บ้านตอนอายุได้เพียง 7 ขวบ เมื่ออายุ 12 ปี แซนเดอส์ก็ต้องลาออกจากโรงเรียนและย้ายไปอยู่กับลุง เพราะแม่ของเขาแต่งงานกับสามีใหม่

เมื่อมาอยู่กับลุง แซนเดอส์ต้องทำงานหลายอย่าง ทั้งนักดับเพลิง ขายประกัน ขายยางและอื่นๆ อีกมากมาย เมื่ออายุ 18 ปีเขาได้แต่งงานและมีลูก แต่แล้วภรรยาก็พาลูกสาวหนีไปเพราะทนใช้ชีวิตกับแซนเดอส์ที่มีฐานะยากจนไม่ได้ แต่ชีวิตต้องไปต่อและสิ่งเดียวที่เขาทำได้ดีก็คือ “การทำอาหาร” เขาจึงไปทำงานเป็นพ่อครัวและคนล้างจานในร้านกาแฟเล็กๆ แห่งหนึ่ง ด้วยความคิดถึงภรรยาและลูกๆ เขาพยายามติดต่อภรรยาและอ้อนวอนให้กลับมาใช้ชีวิตร่วมกันอีกครั้ง แต่ภรรยาไม่ยอม จนถึงวัย 25 ปี เขาก็สามารถโน้มน้าวภรรยาให้กลับมาอยู่ด้วยกันได้สำเร็จและทำงานด้วยกันในร้านกาแฟแห่งนั้น ตลอดทั้งชีวิตงานที่แซนเดอส์ทำส่วนใหญ่คือการทำอาหารและล้างจาน แต่การอยู่พร้อมหน้าทั้งครอบครัวทำให้เขามีกำลังใจและทำงานจนถึงวัยเกษียณ ซึ่งตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมาเขาล้มลุกคลุกคลานทำงานอย่างหนักมาโดยตลอด

จุดเริ่มต้นของไก่ทอด KFC ที่ยิ่งใหญ่

วันแรกของการเกษียณในวัย 65 ปี เขาได้รับเช็คเงินประกันสังคมฉบับแรกเป็นเงิน 105 ดอลลาร์ต่อเดือน ซึ่งไม่พอต่อการใช้ชีวิต เขารู้สึกล้มเหลวและสิ้นหวัง หลังจากการทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อย รู้สึกทั้งชีวิตไม่ประสบความสำเร็จในเรื่องใดเลย เขาจึงวางแผนที่จะจบชีวิตตัวเอง เขาได้หยิบกระดาษและปากกาและนั่งลงใต้ต้นไม้ในสวนหลังบ้านอย่างสงบ ตั้งใจที่จะเขียนคำสั่งเสียและพินัยกรรม แต่ปาฎิหารย์ก็บังเกิดขึ้นในระหว่างที่กำลังเขียนคำสั่งเสียของตัวเอง เขาก็นึกขึ้นได้ว่า ตัวเองยังไม่ได้ทำในสิ่งที่รักอย่างจริงจังเลย นั่นคือ “การทำอาหาร” เขาตั้งมั่นกับตัวเองว่าหากเขาต้องจากโลกนี้ไป ก็ขอให้ได้จากไปในแบบที่ได้ลองพยายามทำในสิ่งที่มีคุณค่าแล้ว ในบ่ายวันนั้นเขาก็เริ่มต้นทันที ด้วยการเดินไปยังธนาคารเพื่อนำเช็คประกันสังคมไปเบิกถอนเงิน 87 ดอลลาร์ เพื่อซื้อกล่องเปล่าและไก่จำนวนหนึ่ง เขากลับมาที่บ้านและลงมือทอดไก่ด้วยสูตรพิเศษที่เขาคิดค้นตลอดหลายปีในการทำงานเป็นพ่อครัวในร้านอาหารหลายแห่ง เขาเดินขายไก่ทอดไปตามละแวกบ้าน และโดนปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่ทุกครั้งที่โดนปฏิเสธเขาก็จะกลับมาปรับปรุงสูตรไก่ทอดของตัวเองเสมอ จนในที่สุดเขาก็ได้สูตรไก่ทอดที่ยอดเยี่ยม

จากการที่แชนเดอร์เคาะประตูบ้านเพื่อขายไก่ทอดจนมาสู่การทำธุรกิจ และได้ขายแฟรนไชส์ให้กับกลุ่มนักลงทุนมืออาชีพที่มี Jack Massey และ John Y. Brown Jr. เป็นแกนนำ ในที่สุดเมื่อเขาอายุ 85 ปี ธุรกิจไก่ทอด KFC ก็โด่งดัง ทำให้แซนเดอร์มีเงินมากกว่า 1,000 ล้านเหรียญดอลล่าห์สหรัฐ และมีชื่อเสียงทั้งในรัฐเคนทักกีและทั่วโลก

เพราะ “ความไม่ย่อท้อ” ต่ออุปสรรคและความล้มเหลวที่เข้ามาทดสอบให้เขาแก้ไขอยู่เสมอ จนประสบความสำเร็จได้ในที่สุด เรื่องราวของผู้พันแซนเดอส์ ผู้เริ่มต้นแบรนด์ไก่ทอด KFC ในวัยเกษียณ เป็นอีกบทเรียนหนึ่งที่ทำให้เห็นว่า ระยะเวลาไม่ใช่อุปสรรคของการประสบความสำเร็จ แต่เพราะความมุ่งมั่นและความรักในความสามารถของตัวเองจึงทำให้ไก่ทอด KFC เป็นอาหาร Fast food ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายทั่วโลกจนถึงวันนี้

ความสำเร็จอีกหนึ่งรุ่น
ด้วยความร่วมมือจากทุกคน

ทุนการศึกษาที่ทุกคนมอบให้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ทำให้พวกเขาได้เรียนต่อเท่านั้น แต่คือ “โอกาส” ที่ทำให้พวกเขาได้เติบโตและมีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป สำหรับการดำเนินงานโครงการทุนการศึกษา “ส่งน้องเรียน สร้างเด็กดี” ของมูลนิธิยุวพัฒน์ ในปีที่ 31 เราสามารถส่งน้องเรียนจบชั้น ม.6 และ ปวช.3 จำนวน 1,928 คน (แบ่งเป็น นักเรียนทุนเรียนจบชั้น ม.6 จำนวน 1,510 คน นักเรียนทุนเรียนจบชั้น ปวช.3 จำนวน 418 คน) ด้วยพยายามและความมุ่งมั่นของนักเรียนทุนและผู้ใหญ่ใจดีทุกๆ คน รวมไปทั้งเหล่าอาสาสมัครที่มาช่วยกันประคับประคองไม่ให้นักเรียนทุนหลุดออกจากระบบการศึกษากลางคัน แม้ว่าทุกๆ คนจะเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ในชีวิตและสถานการณ์ทางเศรษฐกิจก็ตาม แต่ทุกคนก็มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จนี้ไปด้วยกัน

ความรู้สึกและคำขอบคุณจากนักเรียนทุนยุวพัฒน์

6 ปีกับการเป็นนักเรียนทุนยุวพัฒน์ ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้รู้สึกตัวเองโชคดีมากๆ เลยค่ะ ตั้งแต่มีทุนนี้เข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระพ่อแม่เรื่องการเรียนได้เยอะมากๆ ค่ะ และยังช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องจนหนูเรียนจบ ปวช.3 วันนี้ภูมิใจในตัวเองมากๆ สาขาที่หนูเรียนสนุกและเหนื่อยมากๆ ค่ะ แต่พอมาถึงวันที่เราประสบความสำเร็จ พ่อแม่มีความสุขก็ดีใจมากๆ จากเด็กคนหนึ่งที่เริ่มต้นจากศูนย์ ถ้าไม่ได้ทุนนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าชีวิตจะเป็นยังไงต่อ ขอบคุณพี่ๆ ทุกคนสำหรับช่วงเวลาที่ผ่านมา ขอบคุณทุกท่านที่บริจาคทุนการศึกษามาให้ หนูได้ใช้อย่างคุ้มค่าที่สุดแล้วค่ะ

น้องกนกกาญจน์
นักเรียนทุนจังหวัดตรัง

จบ ม.6 แล้วค่ะ ขอบพระคุณมูลนิธิยุวพัฒน์มากเลยค่ะที่ให้ทุนการศึกษาตั้งแต่ ม.1 แล้วก็ขอบคุณพี่ๆ อาสาทุกคนที่ช่วยเหลือและให้คำปรึกษาตลอดการเป็นนักเรียนทุนยุวพัฒน์ หนูดีใจและมีความสุขมาก ทุนการศึกษายุวพัฒน์เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้หนูเรียนจบ ม.6 ค่ะ

น้องพุทธชาด
นักเรียนทุนจังหวัดสุรินทร์

“หากว่าไม่ยอมแพ้ เราก็ไม่มีวันแพ้ แพ้คนอื่นได้ แต่ห้ามแพ้ตัวเอง” เป็นคำที่ผมคิดอยู่เสมอในช่วงที่เรียนอยู่ ม.6 ถ้าไม่มีทุนยุวพัฒน์ ผมก็ไม่มีวันนี้แน่นอน ผมเคยคิดว่าตัวเองยังขาดคุณสมบัติหลายประการและคิดว่าตัวเองนั้นอาจจะไม่ได้เรียนต่อในระดับชั้นมัธยม ในช่วงที่ใกล้จะเรียนจบ ป.6 ยอมรับเลยว่าเตรียมตัวหางานทำแล้ว เนื่องจากที่บ้านขาดรายได้แบบสุดๆ เพราะคนที่เป็นเสาหลักของบ้านถึงวัยเกษียณจากโรงงาน ทำให้รายได้ที่เคยได้รับไม่เพียงพอในการส่งผมเรียนต่อ ตอนนั้นได้แต่คิดในใจว่า โชคชะตากำหนดมาแบบนี้ก็ต้องยอมรับ จนกระทั่งผมเลือกจะขอทุนการศึกษากับมูลนิธิยุวพัฒน์ และไม่คิดว่าตัวเองคงจะได้รับทุนเพราะเราเรียนไม่เก่ง แต่เมื่อรู้ว่าได้รับทุน ผมก็พยายามอย่างหนักที่จะเรียนต่อให้ได้ พอถึงช่วงอยู่ ม.ปลาย ก็ยังค้นหาตัวเองไม่เจอ ไขว้เขวและเครียดมากๆ จนกระทั่งมีพี่เลี้ยงอาสาโทรมาหารับฟังและแนะนำการแก้ปัญหาให้ ผมเคยสัญญากับพี่เลี้ยงอาสาไว้ว่าจะติดต่อกลับแต่ก็ไม่ได้ติดต่อกลับไปเลย แต่เพราะพี่อาสาคนนั้นทำให้ผมได้รู้ว่าเรียนให้เก่งไม่ใช่ทุกสิ่งของชีวิต แต่เราจะมีความถนัดของตัวเอง พอขึ้นชั้น ม.6 ผมได้เปิดใจกับการแข่งเต้นแบบจริงจัง จนชนะและได้รางวัลต่างๆ เป็นจุดเปลี่ยนของตัวเอง มีกรรมการคนหนึ่งสนใจทีมเต้นของผมและได้ตั้งเป็นทีมเต้นชื่อว่า Delonix และมีโอกาสไปแข่งขันที่เชียงใหม่ตื่นเต้นมากเพราะเป็นครั้งแรกที่ได้รับโอกาสแบบนี้ และได้ไปแข่งเต้นเรื่อยๆจนทำให้เป็นที่รู้จัก เพราะมีทุนนี้ทำให้ผมได้เรียนต่อ ได้มีโอกาสมากมายเข้ามาในชีวิต ถ้าไม่มีพี่เลี้ยงอาสาคนนั้นให้กำลังใจและปลุกไฟในตัวผม ก็คงหาตัวเองไม่เจอในวันนี้ ขอบคุณสำหรับทุนการศึกษาและการดูแลอย่างใกล้ชิดของพี่ๆ มูลนิธิยุวพัฒน์ สำหรับคนที่ยังหาตัวเองไม่เจอและไม่รู้จะทำยังไงดี ให้ทำสิ่งที่ตัวเองชอบ ทำแล้วมีความสุข ทำแล้วมีแพชชั่นที่จะทำต่อ ไม่ว่าจะออกมาดีหรือไม่ “ถ้าไม่ยอมแพ้ เราก็ไม่มีทางแพ้”

น้องศุภเสกช์
นักเรียนทุนจังหวัดอุตรดิตถ์

หนูได้รับทุนการศึกษาตั้งแต่ ม.1 จนตอนนี้หนูเรียนจบ ม.6 เป็นเวลา 6 ปี หนูขอบคุณทางมูลนิธิยุวพัฒน์มากๆ นะคะ ที่ช่วยเหลือด้านการใช้จ่ายของหนู แบ่งเบาภาระของแม่ได้เยอะมากๆ ค่ะ หนูใช้เงินทุนที่ได้รับไม่รบกวนพ่อแม่เพราะที่บ้านลำบากมากค่ะ หนูตั้งใจเรียนและตั้งใจทำกิจกรรมมากๆ หนูได้ไปแข่งสุนทรพจน์ภาษาอังกฤษ รายการ TESC ระดับประเทศ ได้เหรียญเงินมาด้วยนะคะ และตอนนี้หนูเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้แล้ว หนูเลือกเรียต่อคณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาเอกวิชาภาษาอังกฤษ ในจังหวัดสงขลาค่ะ หนูขอบคุณพี่ๆ มูลนิธิยุวพัฒน์นะคะ ที่ถามไถ่ปัญหาสารทุกข์สุขดิบของหนู ขอบคุณที่อยู่เคียงข้างหนูมาตลอด 6 ปี สัญญาว่าจะเป็นอีกหนึ่งคนที่ประสบความสำเร็จให้สมกับที่ทุกๆ คน และมูลนิธิยุวพัฒน์ดูแลค่ะ

น้องภัครจิรา
นักเรียนทุนจังหวัดตรัง

ขอขอบคุณมูลนิธิยุวพัฒน์และทุกๆ คน ทุนยุวพัฒน์เข้ามาแบ่งเบาภาระพ่อแม่ได้เยอะเลยค่ะ ตั้งแต่ ม.1 – ม.6 สาขาที่หนูเรียนทั้งเครียดและมีงานเยอะมากๆ เพราะหนูเป็นคนเรียนไม่ค่อยเก่งแต่ก็พยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุดและก็ผ่านมาได้ เวลาที่รู้สึกเครียดก็สามารถปรึกษาพี่ๆ มูลนิธิฯ ได้ พี่ๆ ให้คำปรึกษาหนูได้ดีเลยค่ะ รู้สึกหายเครียดและได้ข้อคิดหลายๆ อย่าง

น้องโยษิตา
นักเรียนทุนจังหวัดกำแพงเพชร

ขอบคุณพี่ๆ มากเลยค่ะ ที่สนับสนุนทุนการศึกษา ดูแล และช่วยเหลือหนูมาตลอด 6 ปี หนูมีความสุขมากๆ ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวยุวพัฒน์ ขอบคุณที่ให้โอกาสหนูนะคะ หนูเป็นนักเรียนในโรงเรียนชนบท เรียนไม่เก่ง แต่ก็พยายามทำตามความฝันของตัวเองมาโดยตลอด พยายามทำกิจกรรม ตั้งใจเรียน และภูมิใจในตัวเองมากๆ ตอนนี้หนูประสบความสำเร็จไปอีกหนึ่งขั้น หนูยังคงเดินทางตามฝันของตัวเองเหมือนเดิม จะไม่ทิ้งและจะภูมิใจในตัวเองอยู่เสมอ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา หนูมีความสุขมากๆ กับการเรียน และได้ทำกิจกรรมมากมาย และกิจกรรมที่หนูภูมิใจ คือ 1.ค่าย Thai Science camp เป็นค่ายวิชาการระดับประเทศที่หนูมีโอกาสได้เข้าร่วม ได้ทั้งประสบการณ์ ความรู้ ทักษะต่างๆ เป็นโอกาสที่ดีสำหรับหนูมากๆ เลยค่ะ 2.กิจกรรมภาพยนตร์สั้น ศิลปหัตถกรรม หนูมีความสุขที่ได้ลองทำอะไรใหม่ๆ แปลกใหม่มากๆ หนูได้เขียนบท ทำสตอรี่บอร์ด เป็นตากล้อง และได้เป็นนักแสดง ภาพยนตร์สั้นของหนูกับเพื่อนๆ ได้ส่งไปแข่งต่อระดับประเทศด้วย หนูเลยภูมิใจกับผลงานชิ้นนี้มากๆ ค่ะ 3.แข่งตอบปัญหาภูมิศาสตร์ หนูตั้งใจฝึกซ้อมเพื่อกิจกรรมนี้มากๆ แม้ว่าในตอนแข่งขันอินเทอร์เน็ตเครื่องของหนูจะหลุด จนต้องเริ่มตอบคำถามใหม่ทั้งหมดในเวลาที่น้อยลงเรื่อยๆ แต่หนูก็ทำออกมาได้ดีมากๆ แล้วค่ะ ในวันปัจฉิมนิเทศหนูได้รับโอกาสจากเพื่อนให้เป็นตัวแทนกล่าวคำปฏิญาณตน ตื่นเต้นมากๆ เพราะเป็นหน้าที่ที่สำคัญแต่ทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี สุดท้ายนี้หนูขอบคุณพี่ๆ อาสาทุกคน ที่ให้คำปรึกษาและดูแลหนูกับคนอื่นๆ มาโดยตลอด หนูสัญญาว่าในอนาคตจะทำในสิ่งที่อยากทำและทำในสิ่งที่ดีๆ และทำความฝันจนประสบความสำเร็จให้ได้ เพราะหนูมีคติประจำใจว่า “ชีวิตคือของขวัญ อย่าปล่อยให้สูญเปล่า” หนูขอขอบคุณของขวัญ ประสบการณ์ คำปรึกษา และแรงสนับสนุน  รักนะคะครอบครัวยุวพัฒน์

น้องอรัญญานี
นักเรียนทุนจังหวัด

ขอบคุณมูลนิธิยุวพัฒน์มากๆ ที่มอบโอกาสให้หนูได้รับทุนการศึกษา ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือตลอด 6 ปี ทั้งสนับสนุน และคำแนะนำอะไรหลายๆ อย่างให้ 6 ปี ในการเป็นนักเรียนทุนยุวพัฒน์หนูรู้สึกซาบซึ้งและขอบคุณที่ได้เข้ามาช่วยเหลือทำให้หนูผ่านความยากลำบากมาได้ ขอบคุณที่มาเป็นส่วนหนึ่ง เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้หนูเรียนจบนะคะ

น้องไพลิน
นักเรียนทุนจังหวัดมหาสารคาม

เรียนจบ ม.6 แล้วนะคะ ขอบพระคุณมูลนิธิทุนยุวพัฒน์มากเลยค่ะที่ให้ทุนการศึกษาตั้งแต่ ม.1 ขอบคุณพี่ๆ อาสาทุกๆ คนที่ช่วยเหลือและให้คำปรึกษาตลอดการเป็นนักเรียนทุนยุวพัฒน์ หนูดีใจมากและมีความสุข ทุนการศึกษายุวพัฒน์เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้หนูเรียนจบชั้น ม.6 ค่ะ

น้องกัลยา
นักเรียนทุนจังหวัดอุบลราชธานี

เรียนจบ ม.6 แล้วค่ะ ขอขอบคุณมูลนิธิยุวพัฒน์ที่เข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ปกครองเพราะช่วยได้มากเลยค่ะ ตลอดระยะเวลา 6 ปี ในการเป็นนักเรียนทุนยุวพัฒน์หนูซาบซึ้งและขอบคุณที่ให้ความช่วยเหลือ ทำให้ผ่านความยากลำบากมาได้ ขอบคุณที่เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้หนูเรียนจบนะคะ

น้องเกศแก้ว
นักเรียนทุนจังหวัดราชบุรี

ตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา หนูดีใจมากที่ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของมูลนิธิยุวพัฒน์ ถ้าหากไม่มีเงินทุน มีข้อมูลดีๆ จากมูลนิธิฯ และพี่ๆ อาสาสมัคร หนูคงไม่มีวันนี้ บางครั้งที่เหนื่อยและร้องไห้กับเรื่องราวรอบๆ ตัว หนูคิดเสมอจะไม่ทิ้งการเรียนเป็นอันขาด เพราะมูลนิธิฯ ได้ให้โอกาสที่ดีกับหนูแล้ว ก็ต้องตั้งใจเรียนเพื่อให้เกรดออกมาดีที่สุด และเป็นพลเมืองที่ดีของสังคมต่อไป หนูเชื่อว่ามูลนิธิยุวพัฒน์อยู่ในใจของนักเรียนทุนและผู้สนับสนุนทุกคน และอยู่ในใจหนูตลอดไปด้วยค่ะ สุดท้ายนี้ขอขอบพระคุณมูลนิธิยุวพัฒน์ที่ให้โอกาสกับเด็กคนนี้ได้มีโอกาสดีๆ แบบคนอื่นนะคะ

น้องธนภรณ์
นักเรียนทุนจังหวัดเชียงใหม่

หนูภูมิใจและดีใจมากที่เรียนจบแล้ว ขอบคุณครูพงษ์ไสว คุณครูที่โรงเรียนประถม ครูที่น่ารักและใจดีกับนักเรียน ครูมีขนมก็เอามาให้นักเรียน มีอะไรดีๆ ก็แนะนำให้ ครูสนับสนุนหนูมาตลอดเลยค่ะ ด้วยฐานะทางบ้านของหนูยากจน ครูก็แนะนำทุนยุวพัฒน์ให้กับหนูและเพื่อน ตอนที่รู้ว่าได้รับทุนยุวพัฒน์หนูกับเพื่อนดีใจมากค่ะ ครูช่วยดำเนินเรื่องและช่วยทุกอย่าง ทั้งติดต่อ แจ้งข้อมูล ครูตั้งใจทำเพื่อพวกหนูสุดๆ หลังจากที่หนูย้ายไปเรียนต่อชั้นมัธยมฯ ก็ไม่ค่อยได้เจอกัน แต่ครูก็ยังถามไถ่สารทุกข์สุกดิบมาบ้าง แต่ทุกครั้งก็จะถามเรื่องทุนอยู่ตลอด และขอบคุณพี่ๆ ผู้ใหญ่ใจดีและพี่ๆ มูลนิธิยุวพัฒน์ทุกคน ที่มอบทุนการศึกษาให้หนูมาตลอด 6 ปี หนูได้ใช้ประโยชน์มากมายหลายอย่าง ทั้งค่าเทอม ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเดินทางไปโรงเรียน ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าขนม และอื่นๆ ช่วยแบ่งเบาภาระของพ่อแม่ได้มากค่ะ มีบางครั้งที่บ้านหนูไม่มีรายได้ ไม่มีเงิน หนูจำเป็นต้องหยุดเรียน (หนูไม่ชอบความรู้สึกนี้เลย) แต่ในที่สุดหนูก็ได้เรียนจบ หนูได้เกียรติบัตรเรียนดีด้วยค่ะ หนูดีใจและภูมิใจมากค่ะ ขอบคุณทุกคนที่ช่วยเหลือและสนับสนุนหนูมาตลอดนะคะ หนูขอส่งพลังบวกและส่งกำลังใจให้ทุกคนประสบความสำเร็จตามที่หวังไว้นะคะ สุดท้ายนี้หนูขอให้พี่ๆ และผู้ใหญ่ใจดีทุกคน พบเจอแต่สิ่งดีๆ และส่งต่อโอกาสดีๆ แบบนี้ให้คนอื่นต่อไปนะคะ

น้องธัญทิพ
นักเรียนทุนจังหวัดลำปาง

จบ ม.6 เเล้วนะคะ ขอบคุณทุกคน 6 ปีที่ผ่านมา หนูรู้สึกดีใจมากค่ะที่ได้รับโอกาส เเละยังได้เป็นส่วนหนึ่งของมูลนิธิยุวพัฒน์ที่ให้ความรู้สึกเสมือนครอบครัว มีพี่เลี้ยงให้คำปรึกษาตลอดจนหนูเรียนจบ มีปัญหาหรือมีเรื่องราวอะไรก็มีพี่ๆ ช่วยเเนะนำ มีเกมให้ร่วมสนุกทุกวัน หนูเรียนต่อคณะมนุษยศาสตร์ สาขาการพัฒนาชุมชนและสังคม กว่าจะรู้ตัวเองก็ใช้เวลานานเลยค่ะ ขอบคุณอีกครั้งนะคะ ถ้าไม่มีมูลนิธิยุวพัฒน์ความฝันของหนูก็คงจะไม่สำเร็จ เป็นกำลังใจให้หนูด้วยนะคะ จะถ่ายรูปใส่ชุดครุยมาอวดพี่ๆ ค่ะ

น้องพัชราภา
นักเรียนทุนจังหวัดขอนแก่น

ขอขอบพระคุณมูลนิธิยุวพัฒน์มากๆ เลยค่ะ ที่ให้ทุนการศึกษาตั้งแต่ ม.1 จนเรียนจบ ม.6 และขอบคุณพี่ๆ อาสาทุกท่านที่ช่วยเหลือ สุดท้ายนี้ขอขอบคุณสำหรับโอกาสดีๆ ที่มูลนิธิยุวพัฒน์มอบให้หนู และเป็นส่วนสำคัญทำให้หนูเรียนจบ

น้องญานิศา
นักเรียนทุนจังหวัดกาญจนบุรี

มูลนิธิฯ ขอแสดงความยินดีกับน้องทุกๆ คนที่อดทนและตั้งใจทำจนประสบความสำเร็จได้ แม้จะอยู่ในสถานการณ์ของความยากลำบาก แต่น้องๆ ก็ทำสำเร็จและผ่านมาได้ด้วยดี ขอขอบคุณผู้ใหญ่ใจดี ทุกๆ ท่าน บุคคลทั่วไป องค์กรต่างๆ ผู้บริจาคสิ่งของและสนับสนุนร้านปันกัน ที่มาร่วมสนับสนุนสมทบทุนการศึกษาให้เยาวชนขาดโอกาสได้เรียนหนังสือ ขอบคุณเหล่าอาสาสมัครทุกๆ คน ที่มาช่วยให้คำปรึกษาประคับประคองน้องๆ ไม่ให้หลุดออกจากระบบการศึกษากลางคัน ผ่านการโทรศัพท์ ทำกิจกรรมในกลุ่มปิดเฟซบุ๊ก และเขียนตอบจดหมายน้องๆ นักเรียนทุน มูลนิธิฯ ขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงในความเมตตาที่ท่านมีให้กับเยาวชนไทยที่ขาดโอกาส

ทุกคนมีเอเวอเรสต์
เป็นของตัวเอง”

– วานดา รุตเคียวิคส์ นักปีนเขาหญิงชาวโปแลนด์ –

เอเวอเรสต์ ภูเขาที่สูงที่สุดในโลก เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในแนวเทือกเขาหิมาลัย อยู่ระหว่างเขตแดนของประเทศเนปาลและเขตปกครองตนเองทิเบต สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยชาวเนปาลเรียกยอดเขาเอเวอเรสต์ว่า “สครมาตา” หมายถึงมารดาแห่งท้องสมุทร ส่วนชาวทิเบตเรียกว่า “โชโมลังมา” หมายถึงมารดาแห่งสวรรค์ มีความสูงจากระดับน้ำทะเลอยู่ที่ 29,035 ฟุต หรือ 8,848 เมตร และมีคนไทยหลายคนไปพิชิตภูเขาลูกนี้มาแล้ว และหนึ่งในนั้นมี “แพทย์หญิงมัณฑนา ถวิลไพร” หญิงไทยสุดแกร่งคนไทยคนที่ 5 ที่สามารถพิชิตหลังคาโลกแห่งนี้ได้สำเร็จ

จาก… คุณหมอแห่งห้องอีอาร์
ผันตัวมาเป็นนักปีนเขา

แพทย์หญิงมัณฑนา ถวิลไพร หรือ “หมอกุ๊กไก่” เดิมทีเป็นแพทย์เวชศาสตร์​ฉุกเฉิน และเวชบำบัดวิกฤตของโรงพยาบาลศรีนครินทร์ บ่อยครั้งที่ชีวิตการทำงานก็ท้าทายให้เธอต้องกระโดดขึ้นรถฉุกเฉินเพื่อออกไปช่วยผู้ป่วย ซึ่งนั่นเป็นความท้าทายที่ทำให้แพทย์สาวมองเห็นถึงความสนุกของการได้ทำงานช่วยเหลือผู้อื่น หากหมอกุ๊กไก่ไม่ได้ ลางานไปเที่ยว เธอก็คงเป็นหมอที่โหมงานหนักเหมือนคุณหมอคนอื่นๆ ในโรงพยาบาล

และแล้วการเดินทางของการเป็นนักปีนเขาของหมอกุ๊กไก่ก็เริ่มต้นขึ้นจากการลางานไปเที่ยว ความสำเร็จยิ่งใหญ่ครั้งนี้อาจจะมีน้อยคนที่จะสามารถทำได้ เพราะ “ราคา” ที่ต้องจ่ายมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็น 8 ปีแห่งการฝึกซ้อม การลาออกจากงาน เงินที่ต้องใช้อย่างมัธยัสถ์ และประตูสู่ความตายที่อยู่ในทุกๆ วินาทีที่อยู่บนเขาเอเวอเรสต์

ครั้งแรกหมอกุ๊กไก่เพียงแค่ต้องการออกไปหากิจกรรมทำ แต่แล้วเป้าหมายที่จะพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ให้ได้ในสักวันก็จุดประกายขึ้นในช่วงใกล้สิ้นปี 2559 “ตอนนั้นเราไปแค่เดินเขาที่เอเวอเรสต์ เบสแคมป์ (Everest Base Camp)” เป็นภูเขาลูกเล็กๆ ที่เป็นส่วนหนึ่งของยอดเขาเอเวอเรสต์ โดยหมอกุ๊กไก่ต้องเดินขึ้นไปถึงความสูง 5,500 เมตรจากระดับน้ำทะเลไปยังค่ายที่พักแรกของผู้ที่หมายมั่นจะปีนเขาเอเวอเรสต์ รู้ตัวอีกที “เฮ้ย เราอยู่ได้ เรายังมีชีวิต ยังไม่ตาย” ความคิดนี้จุดประกายอยู่ในหัวในขณะที่หันหน้าไปเจอยอดเขาเอเวอเรสต์พอดี เป็นโมเมนต์ที่คิดว่า “หรือเราจะปีนเขาเอเวอเรสต์”

“ความต้องการในใจของเรามันแรงมาก
และเรารู้ว่าถ้าไม่อดทนฝึกก็จะทำไม่ได้”

8 ปีกับการเตรียมความพร้อม
เพื่อการพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์

ไม่ใช่แค่การมีเป้าหมายอยากพิชิตเขาเอเวอเรสต์เท่านั้น แต่ทุกอย่างคือกระบวนการของการเตรียมตัวเองให้พร้อมรับมือกับทุกสภาวการณ์ที่จะต้องพบเจอระหว่างทางของการพิชิต หมอกุ๊กไก่ไม่รีรอในการเตรียมตัวเองให้พร้อม แม้กำลังปฏิบัติหน้าที่ของการเป็นหมอก็ตาม และเธอเริ่มต้นจาก…

  • สะพายกระเป๋าเป้ใส่น้ำหนัก 16 กิโลกรัม เดินขึ้นลงบันไดในโรงพยาบาลก่อนและหลังเข้างาน
  • ถ่วงน้ำหนักที่ข้อเท้ากว่า 3 กิโลกรัม ให้คุ้นชินกับการใส่รองเท้า “แครมปอน” สำหรับปีนภูเขาหิมะ
  • ฝึกปีนหน้าผาจำลองในวันหยุด
  • ลดกิจกรรมอื่นๆ ในชีวิต อาทิ การออกไปสังสรรค์กับเพื่อน
  • ออมเงิน

เพราะ “ความต้องการในใจของเรามันแรงมากและเรารู้ว่าถ้าไม่อดทนฝึกก็จะทำไม่ได้จึงเป็นแรงผลักดันให้หมอกุ๊กไก่เลือกที่จะมองว่าการทำหน้าที่รักษาผู้อื่นไม่ใช่อุปสรรคในการพิชิตเป้าหมายที่ตั้งใจเอาไว้

ครั้งแรกของการพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์
แต่… กลายเป็นตราบาปของความไม่สำเร็จ

ยอดเขาสูงที่เธอขึ้นไปได้สำเร็จที่แรก คือ อิมชาตเซ (Imja Tse) หรือที่รู้จักในชื่อ ไอส์แลนด์พีก (Island Peak) ในเนปาล ความสูง 6,189 เมตร จากนั้นก็ปีนภูเขาสูงหลายพันเมตรอีกหลายแห่งในหลายประเทศ ก่อนตัดสินใจปีน “มานาสลู” (Manaslu) ในเนปาล ภูเขาสูงที่สุดอันดับ 8 ของโลก (8,163 เมตร) เมื่อปี 2562 การได้ขึ้นยอดเขาสูงเกินแปดพันเมตร ทำให้หมอกุ๊กไก่เชื่อว่า พร้อมแล้วที่จะปีนเอเวอเรสต์

แต่การพยายามพิชิตยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกครั้งแรกของเธอกลับไม่ประสบความสำเร็จ เพราะพายุหิมะ หมอกุ๊กไก่เล่าว่า “เราขึ้นไปกันที่ประมาณ 8,200 เมตรแต่กลับเจอพายุหิมะ ทีมเชอร์ปาหรือทีมลูกหาบที่นำทางในการปีนเขา เลยบอกว่า “ลงเถอะ ขึ้นแบบนี้ตายแน่” ท้ายที่สุด เมื่อกลับลงมาบริเวณแคมป์ 4 ซึ่งเรียกว่า “ดินแดนแห่งความตาย” (Dead Zone) หมอกุ๊กไก่ก็ยังต้องเผชิญพายุต่อเนื่อง จนเต็นท์ ถุงนอน และเสบียงอาหารปลิวหายไป ยิ่งกดดันให้เธอต้องเลิกล้มความตั้งใจ ทั้งที่อยู่ห่างจากยอดสูงสุดเพียงไม่กี่ร้อยเมตรแล้ว เธอบอกว่า “มันเป็นเหมือนตราบาปในใจ ที่ยอดเขาอยู่ใกล้เรามากแล้วแต่ไม่สามารถไปต่อได้ แต่ถ้าเราดึงดันทำต่อไป เราก็คงจะตายไปแล้ว”

“โอกาสเกิดขึ้นเองไม่ได้
คุณต่างหากที่ต้องสร้างมันขึ้นมา”

– คริส การ์ดเนอร์ –

วันที่พิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์สำเร็จก็มาถึง

ช่วงต้นเดือนเมษายน 2566 หมอกุ๊กไก่ได้เริ่มกระบวนการปรับร่างกายให้เข้ากับการอยู่ในที่สูง เมื่อร่างกายพร้อมแล้วจึงเดินทางไปยังเบสแคมป์เพื่อรอรอบการปีนเอเวอเรสต์เป็นเวลากว่า 20 วัน หมอกุ๊กไก่เจออุปสรรคมากมาย ไม่ว่าจะเป็นอาการป่วยจากการติดไข้หวัด ปัญหาขาดแคลนเชอร์ปา และสิ่งที่น่าหดหู่ที่สุดคือ เธอเห็นนักปีนเขาเสียชีวิตอย่างต่อเนื่อง อาจพูดได้ว่าเรื่องราวที่พบมานั้นแทบไม่ต่างกับภาพยนตร์ ไม่ว่าจะเป็นถุงนอนกับแผ่นรองนอนที่หายระหว่างการเดินทาง การเดินทางแข่งกับเวลาเพื่อให้ไปถึงแคมป์ที่ 2 (ความสูง 6,492 เมตร) ให้ทันภายใน 4 ชั่วโมง เมื่อไปถึงและพักได้ไม่เท่าไหร่ ทางบริษัทปีนเขาก็วิทยุมาบอกว่า วันพรุ่งนี้ให้ขึ้นไปแคมป์ที่ 3 ต่อทันที และยังต้องไปต่อแคมป์ที่ 4 แต่ในที่สุดเธอก็ปีนมาถึงแคมป์ที่ 4 ตามกำหนด ซึ่งระหว่างทางหมอกุ๊กไก่ก็ได้เห็นคนเอาร่างไร้ชีวิตของนักปีนเขาลงมาจากภูเขาคนแล้วคนเล่า ความรู้สึกตอนนั้นคือ “หรือว่านั่นจะเป็นเราในอนาคต”

เมื่อถึงความสูงที่ 8,400 เมตร หมอกุ๊กไก่ก็ถูกเชอร์ปาทิ้งเพราะไปต่อไม่ไหว ในห้วงเวลาที่เธอรู้สึกว่า “ไม่เหลือใครแล้ว” ทันใดนั้น อัง ริตา เชอร์ปาที่แยกตัวออกไปก่อนหน้านี้เข้ามาหาเธอแล้วบอกว่า “จะช่วยพาปีนเอง” ก่อนช่วยกันขึ้นไปจนถึงจุดที่เรียกว่า “เซาท์ซัมมิท” (8,412 เมตร) ภาพที่เห็นตอนไปถึง เรามองไปด้านขวา คือ ทิเบต ขอบฟ้ากลายเป็นสีเขียว กระทบกับเมฆ มันคือภาพที่เราอยากเห็นมาตลอดในชีวิต” และยังต้องไปต่อจุดที่เรียกว่า “ฮิลลารี สเต็ป” (Hillary Step) ซึ่งเป็นอุปสรรคสุดท้ายก่อนถึงยอดสูงสุด อัง ริตา ที่ตอนนั้นเริ่มสู้กับสภาพอากาศไม่ไหวแล้ว แต่ในความโชคร้ายก็ยังมีโชคดี

หมอกุ๊กไก่พบกับเชอร์ปาอีกคนที่ปีนสวนขึ้นมาเธอจึงขอติดตามไปด้วย และด้วยความช่วยเหลือของ สุมาน กุรุง ช่างภาพภูเขาสูงชาวเนปาล ที่ช่วยจูงมือเธอไต่ฮิลลารี สเต็ป ขึ้นไป ในที่สุดหมอกุ๊กไก่ก็ขึ้นไปยืนอยู่ที่ความสูง 8,848 เมตร สุมานได้พาไปนั่ง แล้วจับเอามือของเราไปแตะที่ยอดเอเวอเรสต์” หมอกุ๊กไก่เล่าย้อนถึงเหตุการณ์เมื่อเวลาราว 8.15 น. ของเช้าวันที่ 25 พฤษภาคม 2566 และนั่นคือเวลาที่เธอกลายเป็นคนไทยคนที่ 5 ที่พิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์สำเร็จ

เธอร้องไห้ สุมาน ถามเธอว่า “ร้องไห้ทำไม” หมอกุ๊กไก่ตอบกลับไปว่า “มันเป็นสิ่งที่ยากที่สุดในชีวิต ที่ไม่คิดว่าเราจะทำได้ และวันนี้เราก็ทำได้แล้ว” ความยากลำบาก และความพยายามตลอด 8 ปีที่ผ่านมา ทำให้ได้เรียนรู้ว่ามันไม่เคยสูญเปล่าเลย ดอกและผลของความสำเร็จทำให้เราอิ่มเอมกับความสำเร็จข้างหน้า จนถึงปัจจุบัน หมอกุ๊กไก่ได้กลายเป็น 1 ใน 5 คนไทยที่พิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์สำเร็จในปี 2566

ปลูกต้นรักในใจให้เติบโต…มากกว่าการบอกรัก
คือการแบ่งปัน เพราะ “Sharing grows Love”