โรงเรียนแกศึกษาพัฒนา จังหวัดสุรินทร์ เป็นหนึ่งในโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการของมูลนิธิยุวพัฒน์มาอย่างต่อเนื่อง ผ่านการสนับสนุนทุนการศึกษาให้กับเด็กนักเรียนหลายคน โรงเรียนแห่งนี้จึงคุ้นเคยกับการดูแลเด็กในมิติของ “โอกาสทางการศึกษา” มาโดยตลอด

แต่เมื่อเวลาผ่านไป โรงเรียนเริ่มเห็นชัดว่า เด็กบางคนไม่ได้ขาดแค่ทุนทรัพย์ แต่กำลังเผชิญปัญหาสุขภาพจิต ซึ่งอาจทำให้ไม่อยากเรียนหนังสือ และค่อย ๆ หลุดออกจากระบบการศึกษาโดยไม่มีใครสังเกตเห็น ในบริบทนี้โรงเรียนจึงตัดสินใจเข้าร่วม โครงการ “ครูนางฟ้า” เพื่อเสริมบทบาทการดูแลที่ไม่ใช่แค่เรื่องการเรียน แต่ดูแล “ใจ” ของเด็กควบคู่กันไป

หนึ่งในครูที่ได้รับโอกาสเข้าร่วมอบรม คือ ครูต่าย ละอองดาว ดวงเดือน ครูผู้สอนวิชาพละและสุขศึกษา วิชาที่หลายคนอาจคิดว่าไม่ต้องกดดันเหมือนวิชาหลัก แต่สำหรับเด็กบางคน ห้องเรียนของครูต่ายไม่ใช่แค่ที่เรียน “เรื่องสุขภาพ” แต่เป็นพื้นที่ที่ได้พักใจ และได้พูดในสิ่งที่ไม่รู้จะเล่าให้ใครฟัง

ก่อนครูนางฟ้าเข้ามา โรงเรียนเผชิญสัญญาณซึมเศร้าในห้องเรียน

ก่อนที่คำว่า “ครูนางฟ้า” จะเข้ามา โรงเรียนแกศึกษาพัฒนา เคยเผชิญกับสถานการณ์จริงที่ทำให้ครูและผู้บริหารตระหนักว่า สุขภาพจิตของเด็กคือเรื่องที่ต้องดูแลอย่างจริงจัง ครูต่ายเล่าว่า… ตั้งแต่เข้ามาบรรจุที่โรงเรียน ได้รับมอบหมายให้ดูแลงานอนามัยโรงเรียน ซึ่งทำให้ได้คลุกคลีกับเด็กทั้งโรงเรียน และเริ่มเห็นสัญญาณบางอย่างที่น่ากังวล เด็กบางคนมีความเครียดสูง บางคนมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป และบางคนเริ่มปิดตัวเอง

โรงเรียนจึงจัดโครงการอบรมให้ความรู้เรื่อง โรคซึมเศร้า โดยเชิญแพทย์จากโรงพยาบาลใกล้เคียงมาให้ความรู้กับนักเรียน และมีการประเมินภาวะซึมเศร้าหลังการอบรมอย่างเป็นระบบ ผลการประเมินทำให้โรงเรียนได้เห็นข้อมูลชัดเจนว่า มีเด็กบางส่วนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง และมีเคสที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด จากนั้นโรงเรียนเริ่มทำงานร่วมกับแพทย์อย่างต่อเนื่อง มีการปรึกษาหารือ ส่งต่อบางเคส และติดตามอาการอย่างจริงจัง

หนึ่งในกรณีที่สะท้อนภาพชัดที่สุด คือเด็กนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่มีอาการซึมเศร้ารุนแรง หลังจากนั้น ครูต่ายกลายเป็นครูที่ต้องติดตามดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด ทั้งการพูดคุยกับเด็ก การประสานงานกับแพทย์ และการทำความเข้าใจกับผู้ปกครอง มีคุณหมอติดตามอาการเป็นระยะเพื่อให้แน่ใจว่าเด็กได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม

ครูต่ายบอกว่า วันนี้เด็กคนนั้นเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 อาการดีขึ้นมาก ไม่ต้องทานยา และสามารถกลับมาใช้ชีวิตในโรงเรียนได้ใกล้เคียงปกติ ประสบการณ์ตรงนี้ทำให้โรงเรียนเห็นชัดว่า หากไม่มีคนคอยประคองเด็กในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เด็กบางคนอาจไม่สามารถเดินต่อในระบบการศึกษาได้

ครูพละกับบทบาทพื้นที่ปลอดภัยของเด็ก

ครูต่ายเล่าว่า เด็กจำนวนมากเลือกเข้ามาพูดคุย เพราะวิชาพละและสุขศึกษาไม่ใช่วิชาที่กดดัน ห้องเรียนจึงไม่ตึงเครียด เด็กจึงกล้าเปิดใจ เนื้อหาส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องครอบครัว ความกังวล ขณะเดียวกันอุปสรรคสำคัญที่เจอ คือ ผู้ปกครองบางคนไม่เข้าใจโรคซึมเศร้า ครูต่ายจึงต้องไปถึงที่บ้าน และให้แพทย์ช่วยอธิบาย เพื่อให้ผู้ปกครองเข้าใจว่าโรคนี้มีอยู่จริงและเด็กไม่ได้เลือกที่จะเป็น

หลายเคสของเด็กซึมเศร้าเชื่อมโยงกับปัญหาครอบครัว ทั้งความรุนแรง การขาดความอบอุ่น หรือการไม่เคยได้รับการแสดงออกว่ามีคุณค่า เธอจึงต้องทำหน้าที่ประสาน พูดคุย และช่วยให้ผู้ปกครองปรับวิธีปฏิบัติกับเด็ก เพื่อไม่ให้เด็กจมอยู่กับความรู้สึกว่าตนเองไม่มีค่า

โครงการครูนางฟ้า กับการเปลี่ยนวิธี “ฟัง” ของครู

เมื่อโรงเรียนเข้าร่วมโครงการครูนางฟ้า ครูต่ายได้เข้ารับการอบรมเป็นครั้งแรกเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพจิตอย่างเป็นระบบ สิ่งที่ค้นพบคือการทบทวนตัวเอง เธอเล่าว่า ก่อนหน้านี้ เวลาให้คำปรึกษาเด็ก มักเผลอคิดแทน ตีความความรู้สึกแทนเด็ก และรีบให้คำแนะนำ ทั้งที่อาจยังไม่ได้เล่าความรู้สึกที่แท้จริงออกมา การอบรมสอนให้เธอ ฟังมากขึ้น ไม่ตัดสิน และไม่รีบสรุป และทำให้เข้าใจว่า แค่มีใครสักคนตั้งใจฟัง โดยไม่ตัดสิน ก็สามารถเป็นพื้นที่ปลอดภัยได้

“พอได้ไปอบรมครั้งแรก เหมือนเป็นพลังบวก รู้สึกดีว่าทำไมพอไปเจอวิทยากรหรือเพื่อนครูด้วยกัน ทุกคนเป็นพลังบวกให้เรา ทำให้กล้าเล่าเรื่องของตัวเอง เหมือนเป็นพื้นที่ให้ได้ระบายความรู้สึก เป็นอีกโครงการหนึ่งที่รู้สึกว่าประทับใจ เป็นโครงการที่ดี อยากให้เด็กได้สัมผัสโอกาสตรงนั้นว่ามีคนรับฟัง ขนาดเราเป็นครูยังรู้สึกว่าวิทยากรรับฟัง ถ้ามาคุยกับเด็กก็คงจะรู้สึกเหมือนกัน”

ห้องเรียนสุขศึกษาที่ไม่ได้รอให้เด็กซึมเศร้าแล้วค่อยช่วย

หลังจากกลับจากการอบรมครูนางฟ้า ครูต่ายคิดจะเปลี่ยนห้องเรียนของตัวเองให้เป็นพื้นที่ ที่เด็กกล้าบอกความรู้สึกมากขึ้น ห้องเรียนพละและสุขศึกษาที่เคยเรียนตามปกติ ทำใบงาน จะเป็นพื้นที่ที่ครูได้รีเช็กใจเด็กไปพร้อมกับการเรียน

ครูต่ายวางแผนว่า แต่ละสัปดาห์หรือในบางคาบเรียน จะมีการชวนเด็กทบทวนความรู้สึกของตัวเองว่า สัปดาห์นี้เป็นอย่างไร ใจเป็นแบบไหน โดยไม่ต้องรอให้เด็กมีปัญหาหนักก่อนถึงจะเข้ามาคุย เธออยากให้การดูแลใจเกิดขึ้นในห้องเรียน โดยเตรียมนำเครื่องมือจากโครงการครูนางฟ้ามาใช้ควบคู่กับการสอนวิชาสุขศึกษา ทั้งการ์ดบอกความรู้สึกและใบงาน เพื่อให้เด็กที่ไม่กล้าพูด สื่อสารความรู้สึกออกมาได้ในแบบของตัวเอง เด็กบางคนอาจไม่อยากเล่าเรื่องทั้งหมด แต่แค่ได้เลือกภาพหรือคำที่ตรงกับความรู้สึก ก็เพียงพอให้ครูเข้าใจว่าเด็กกำลังอยู่ตรงไหน นอกจากนี้ในห้องเรียนของครูต่าย เด็กจะถูกบอกตั้งแต่ต้นว่า สิ่งที่เขาเขียนหรือเล่าให้ครูฟัง จะถูกเก็บไว้ระหว่างครูกับนักเรียนเท่านั้น ห้องเรียนจึงไม่ใช่แค่ที่เรียน แต่เป็นพื้นที่ปลอดภัย ที่เด็กไม่ต้องกลัวการตัดสิน

 “วางแผนว่าจะนำเครื่องมือมาใช้หลังจากประเมินซึมเศร้าในโรงเรียนรอบต่อไปเสร็จ พอคัดกรองเสร็จก็จะนำเครื่องมือไปเช็คว่าเด็กแต่ละคนรู้สึกอย่างไร และก็จะนำไปใช้ในรายวิชาสุขศึกษาด้วย เพราะคิดว่าเครื่องมือนี้ไม่จำเป็นแค่จะต้องเป็นครูแนะแนววิชาแนะแนว วิชาสุขศึกษาก็สามารถที่จะทำให้เด็กสุขภาพจิตดี พอสุขภาพจิตดี ก็จะอยากเรียนหนังสือก็จะไม่มีการหลุดจากระบบ เราประเมินว่าผลจากการใช้เครื่องมือน่าจะทำให้สถานการณ์โรคซึมเศร้าในโรงเรียนดีขึ้น”

สุขภาพจิต โจทย์ร่วมของหลายโรงเรียน

จากประสบการณ์ที่คลุกคลีกับเด็กที่มีภาวะซึมเศร้า ครูต่ายมองว่า ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะที่โรงเรียนแกศึกษาพัฒนา แต่เชื่อว่าน่าจะมีเด็กอีกจำนวนมากในโรงเรียนอื่นกำลังเผชิญภาวะเดียวกัน

เธอย้อนมองระบบการศึกษาว่า หลักสูตรแกนกลางที่ใช้อยู่ถูกพัฒนามาหลายยุค ในขณะที่เด็กในวันนี้เติบโตมากับสื่อและโลกที่เปลี่ยนเร็ว อีกเรื่องที่ควรถูกพูดถึง คือภาระการเรียนของเด็กที่ค่อนข้างหนัก เด็กหลายคนเล่าว่าเรียนทั้งวันจนสมองล้า บางวันเรียนถึงเย็น ทำให้หมดแรง ไม่มีพลังเหลือไปทำในสิ่งที่ถนัดหรือรัก ไม่ว่าจะเป็นกีฬา ดนตรี หรือศิลปะ โดยเฉพาะเด็กที่มีความเครียดหรือมีภาวะทางใจอยู่แล้ว ยิ่งกลายเป็นแรงกดทับซ้ำ

“เปรียบเทียบถ้าเราทำงานหนักมากเกินไป ก็ไม่ได้มีศักยภาพที่จะไปทำอย่างอื่นหรือว่าคิดงานอย่างอื่นได้ ก็เลยมองย้อนไปที่เด็กว่าก็น่าจะเหมือนแบบเหมือนกัน เด็กบางคนมีความสามารถด้านกีฬา อาจจะหมดแรงในการที่จะไปซ้อมกีฬา บางคนมีความสามารถด้านศิลปะหรือดนตรี อาจจะไม่มีแรงบันดาลใจไปสร้างสรรค์”

ในมุมของครูต่าย การเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาไม่สามารถเกิดจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ต้องเดินไปพร้อมกันทั้งโครงสร้าง หลักสูตร โรงเรียน และครูในห้องเรียน จึงมองว่า “ครู” เป็นกลไกสำคัญที่สุดในจุดที่ใกล้เด็กมากที่สุด ครูคือคนที่เห็นสัญญาณเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน เห็นการเปลี่ยนแปลง และเป็นคนแรกที่เด็กจะเข้ามาหาเมื่อมีปัญหา หากครูมีความเข้าใจเรื่องสุขภาพจิต และมีพื้นที่ให้เด็กได้แสดงความรู้สึกก็จะไม่ต้องเผชิญความทุกข์อยู่ลำพัง

ประสบการณ์ของโรงเรียนแกศึกษาพัฒนา ทำให้เห็นว่า เด็กหลุดจากระบบไม่ได้มีสาเหตุเดียว ความยากจนคือหนึ่งเหตุผล แต่สุขภาพจิตก็เป็นอีกเหตุผลสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม โครงการครูนางฟ้า จึงเป็นการสร้างคนที่อยู่ข้างเด็กในวันที่เด็กไม่เห็นคุณค่าของตนเอง และยังไม่พร้อมเดินต่อ