
“มาบรรจุใหม่ก็เลยรู้สึกว่าทำอย่างไรเด็กจะเปิดใจ ก็เลยพยายามใช้การสื่อสารผ่านทางห้องเรียนที่สอน เมื่อก่อนพูดกับเด็กว่าเป็นอย่างไรบ้าง มีอะไรที่อยากจะคุยเพิ่มเติมกับครูอีก เราอยากจะให้ห้องแนะแนวเป็นพื้นที่ปลอดภัยดูแลใจให้กับเขา เช่น เมื่อมาเรียนแล้ว มีปัญหาสามารถมาคุยกับครูได้”
สิ่งที่พบคือ นักเรียนกว่า 80% ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ หลายคนอาศัยกับปู่ย่าหรือญาติ ไม่ได้มีพื้นที่ส่วนตัวในการพูดคุยเรื่องในใจอย่างที่คิด เด็กจำนวนไม่น้อยชินกับการเก็บเรื่องไว้คนเดียวมากกว่าการเล่าให้ผู้ใหญ่ฟัง การเริ่มต้นงานแนะแนวจึงไม่ใช่แค่จัดกิจกรรมหรือให้คำปรึกษาตามหน้าที่ แต่ต้องเริ่มจากการสร้าง “ความไว้วางใจ” ก่อนอย่างอื่นทั้งหมด
“ครอบครัวของเด็กโรงเรียนเทพสถิตกว่า 80% เป็นครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ เด็กจำนวนมากไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ แต่อยู่กับปู่ย่า ป้า หรือญาติ ซึ่งอาจไม่ใช่พื้นที่ที่เปิดรับการเล่าเรื่องความรู้สึก”
จุดพลิกผันเกิดขึ้นเมื่อครูหนาวได้รับหนังสือเชิญจากมูลนิธิยุวพัฒน์ให้เข้าร่วมอบรม “ค่ายครูเพื่อนฉัน” ด้วยความตั้งใจที่จะหาวิธีดูแลนักเรียนให้ดีขึ้นเป็นแรงผลักดันสำคัญ ครูหนาวเล่าว่าได้ปรึกษาผู้อำนวยการโรงเรียนซึ่งให้การสนับสนุนเต็มที่ และสนับสนุนแนวคิดที่กำลังพยายามผลักดัน ระหว่างการอบรมครูหนาวได้เรียนรู้กระบวนการดูแลจิตใจนักเรียนอย่างเป็นระบบมากขึ้น
เขาได้เห็นว่างานครูแนะแนวไม่สามารถพึ่งความตั้งใจอย่างเดียวได้ แต่ต้องมีเครื่องมือและวิธีทำงานที่ชัดเจน ช่วงท้ายของการอบรม เขาและกลุ่มครูที่เข้าร่วมได้ร่วมกันเขียนคำขอถึงมูลนิธิฯ ว่าต้องการเครื่องมือดูแลใจนักเรียนเพื่อให้ครูสามารถนำไปใช้จริงในโรงเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งครูที่ไม่ได้เรียนสายแนะแนวโดยตรง
“ยอมรับว่าไปอบรมของมูลนิธิยุวพัฒน์ครั้งแรก ค่ายครูเพื่อนฉัน รู้สึกประทับใจมาก ได้ทักษะ ได้กระบวนการในการดูแล วันที่อบรมได้เขียนสิ่งที่ต้องการจากมูลนิธิฯ ก็มีเพื่อนครูด้วยกันต้องการได้เครื่องมือดูแลใจให้กับนักเรียน แล้วก็เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ครูทำงานได้ดี เพราะมองว่าครูที่มาทำงานด้านนี้ ส่วนมากเป็นครูที่โดนแต่งตั้งมา ด้วยกรอบโรงเรียนเล็ก ๆ ก็ไม่ได้มีครูแนะแนวอยู่แล้ว”
ไม่นานหลังจากนั้น โรงเรียนได้รับการเชิญเข้าร่วม “โครงการครูนางฟ้า” พร้อมเครื่องมือเต็มชุดที่ออกแบบมาเพื่อการดูแลอารมณ์และความรู้สึกของเด็กโดยเฉพาะ กล่องเครื่องมือประกอบด้วย สมุดบันทึก ปฏิทินกิจกรรม สติ๊กเกอร์ ตุ๊กตากระต่าย กระดานเช็กอิน และการ์ดคำถาม เครื่องมือเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งมหัศจรรย์แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เด็กสื่อสารสิ่งที่อยู่ในใจได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องเริ่มจากคำถามตรง ๆ
“พอได้มาอบรมครั้งนี้ได้เรียนรู้ชัดเจนเลยว่า กิจกรรมที่เคยนำไปใช้กับเด็กนั้นยังทำไม่ครบกระบวนการ 100% การอบรมเหมือนเป็นการเปิดใจเรียนรู้ใหม่อีกครั้งว่ารูปแบบกิจกรรมที่ถูกต้องจริง ๆ ต้องเรียงตามขั้นตอนอย่างไร เพื่อจะนำพาเด็กไปถึงเป้าหมาย และสามารถนำไปใช้ในห้องเรียนได้อย่างเหมาะสม วันนั้นเป็นวันที่สนุกมาก ทั้งการเปิดใจเรียนรู้ และความตื่นเต้นที่ได้เห็นกล่องเครื่องมือครั้งแรก เป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่เลย เพราะทำให้มีอุปกรณ์พร้อมสำหรับนำกลับไปใช้กับนักเรียนในโรงเรียนของเรา”
เมื่อครูหนาวเริ่มนำเครื่องมือเหล่านี้มาใช้ เด็กในโรงเรียนก็เริ่มมีปฏิกิริยาตอบสนองอย่างที่คาดไม่ถึง เด็กที่เคยหลีกเลี่ยงการพูดเรื่องส่วนตัวเริ่มหยิบสติ๊กเกอร์หรือการ์ดเช็กอินขึ้นมาเพื่อสื่อสารอารมณ์ของตนเอง เด็กบางคนเดินเข้ามาหลังเลิกคาบและบอกถึงสภาวะทางใจของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา บางคนถึงขั้นร้องไห้เมื่อครูหนาวพูดเพียงว่า… “ครูอยู่ตรงนี้ พร้อมรับฟังทุกเรื่อง”
“ตอนไปอบรมโครงการครูนางฟ้าคิดเพียงว่าจะได้เทคนิค ได้เครื่องมือมาช่วยเด็ก แต่ก็ยอมรับว่ากังวลในใจว่า ถ้าเด็กไม่ให้ใจเรา ต่อให้มีเครื่องมือดีแค่ไหน ก็คงทำอะไรไม่ได้มาก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับเกินความคาดหมาย เด็กสนใจในสิ่งที่นำไปใช้ เด็กบอกว่า ครูมีแบบนี้ด้วยเหรอ หมายความว่าพวกเขาไม่ได้มองสิ่งนี้เป็นภาระ แต่เป็นเหมือนของเล่นชิ้นหนึ่งที่ทำให้เขากล้าสื่อสารความรู้สึกผ่านเครื่องมือ”

เหตุการณ์ที่ครูหนาวจำได้ชัดเจนที่สุด คือเด็กชั้น ม.4 คนหนึ่งที่มักนั่งกินข้าวคนเดียวเป็นประจำ วันหนึ่งครูหนาวเดินเข้าไปถามด้วยความห่วงใยว่า… เหนื่อยไหม และพร้อมจะรับฟัง เด็กคนนั้นร้องไห้ออกมาทันที เพราะไม่เคยมีผู้ใหญ่คนไหนถามเขาด้วยความจริงใจเช่นนี้มาก่อน
“หลายเคสที่เด็กกล้ามาเปิดใจ เรารู้สึกว่ามันเป็นทิศทางที่ดี เพราะเขามีเพื่อนคนหนึ่งที่รับฟัง ก็คือครูนี่แหละ บางครั้งเด็กไม่ได้ต้องการคำพูดสวยหรู เขาต้องการแค่พื้นที่ปลอดภัยสำหรับระบายความรู้สึกที่เขาเก็บไว้ลึก ๆ โดยที่บ้านก็ไม่มีใครฟัง หรือครูก่อนหน้านี้อาจมองว่าเขาเรียกร้องความสนใจจนกลายเป็นเรื่องปกติ แต่ในมุมจิตวิทยาพฤติกรรมลบของเด็กแบบนี้ ย่อมมีเหตุปัจจัยในใจที่สะสมอยู่เสมอ”
เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้ครูหนาวเชื่อชัดเจนว่า งานของแนะแนวไม่ได้เริ่มต้นที่คำแนะนำหรือคำพูดให้กำลังใจ แต่เริ่มต้นจากการฟังอย่างไม่ตัดสิน การสังเกตสีหน้า แววตา และพฤติกรรมเล็ก ๆ ที่เด็กไม่ได้พูดออกมา นี่คือแก่นของงานแนะแนวในบริบทจริงของโรงเรียนที่เด็กจำนวนมากยังไม่มีพื้นที่ปลอดภัยทางอารมณ์
ผลที่ตามมาคือห้องแนะแนวเริ่มมีบทบาทใหม่ ช่วงพักเที่ยงมีเด็กมานั่งเล่นเงียบ ๆ บ้าง คุยกันบ้าง หรือบางคนแค่เข้ามานั่ง มีเด็กบางกลุ่มมาปรับอารมณ์ก่อนเข้าเรียนคาบถัดไป ห้องที่เคยเงียบกลายเป็นพื้นที่ที่มีชีวิตขึ้นมาโดยไม่มีบังคับใครให้เข้ามา เป็นพื้นที่ที่เด็กเลือกด้วยตัวเอง
“ก่อนหน้านี้ตั้งใจมากว่าอยากให้ห้องแนะแนวเป็นเหมือนพื้นที่พักใจของเด็ก ๆ เวลาเขาเครียด ไม่สบายใจ หรือแค่รู้สึกอยากอยู่เงียบ ๆ ก็อยากให้เขาเข้ามานั่งพัก นั่งทำงาน หรือมานั่งเฉย ๆ ได้ ผมบอกเด็กเสมอว่า ห้องนี้เข้ามาได้ตลอดถ้ารู้สึกไม่โอเค”
ความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้หยุดเพียงที่ครูหนาวหรือที่ห้องแนะแนว เพราะโรงเรียนได้นำกระบวนการจากโครงการครูนางฟ้าไปเชื่อมกับงานนักเรียนเพื่อนที่ปรึกษา YC (Youth Counselor) ทำให้การช่วยเหลือไม่จำกัดแค่ครูแนะแนว แต่กระจายลงสู่เพื่อนในวัยเดียวกัน กลุ่ม YC จัดกิจกรรมดูแลเพื่อน ทำงานร่วมกับครู และเป็นสะพานเชื่อมไปสู่เด็กที่อาจไม่กล้าเข้าหาครูโดยตรง
“มองว่าการทำงานระหว่างครูกับนักเรียนแบบตัวต่อตัว บางทีก็ไม่ครอบคลุมทั้งหมด ผมจึงใช้แกนนำนักเรียน YC เข้ามาช่วยกระจายงานลงไปถึงเพื่อน ๆ ในแต่ละระดับชั้น มีแกนนำ ม.ต้น 5 คน ม.ปลาย 5 คน และแกนนำประจำห้องอีกห้องละ 2 คน เด็กกลุ่มนี้จะผ่านการอบรมเพื่อเป็นเพื่อนที่ปรึกษา และยังเสริมทักษะการดูแลใจให้ ทั้งทักษะการสนทนาแบบสร้างแรงจูงใจและการพูดอย่างเหมาะสม ซึ่งสอนทั้งครูและนักเรียน”
ทักษะการสื่อสารเป็นหัวใจสำคัญของงานนี้ เพราะหากครูพูดดี มีหลักในการสื่อสาร เด็กก็ต้องการเดินเข้าหามากขึ้น ไม่จำเป็นต้องเป็นแค่ครูแนะแนว แต่ครูที่ปรึกษาหรือครูในโรงเรียนทุกคนสามารถเป็นผู้รับฟังที่ดีได้ หากมีเครื่องมือและการพูดคุยที่เหมาะสม
“ทักษะการพูดสำคัญมาก ไม่ใช่เฉพาะครูแนะแนว แต่ครูทุกคน ถ้าพูดดี เด็กก็อยากเข้าหา เพราะบางครั้งเด็กไม่ได้ต้องการคำปรึกษาหนัก ๆ เขาแค่ต้องการพื้นที่ปลอดภัยให้ระบาย ผมเลยพยายามขยายผลกิจกรรมนี้ออกไปสู่ทุกห้องเรียน ผ่านระบบครูที่ปรึกษา โดยยังยึดรูปแบบกิจกรรมของครูนางฟ้าเป็นแกนหลัก ทั้งเครื่องมือ กระบวนการ และเทคนิคต่าง ๆ ที่ปรับให้เข้ากับบริบทของโรงเรียนเรา”
ครูหนาวเล่าต่อว่า จากนั้นโรงเรียนจึงเริ่มขยายผลสู่ทุกห้องเรียน ผ่านระบบครูที่ปรึกษา โดยยึดรูปแบบกิจกรรมของโครงการครูนางฟ้าเป็นหลัก ทั้งเครื่องมือ รูปแบบกิจกรรม ทักษะ และเทคนิคต่าง ๆ ที่ปรับให้เข้ากับบริบทของโรงเรียนเทพสถิตมากที่สุด
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นชัดเจน คือการที่โรงเรียนเทพสถิตสามารถส่งผลงาน “นักเรียนเพื่อนที่ปรึกษา YC ของ สวท.” เข้าประกวดระดับประเทศเป็นครั้งแรก และได้รับรางวัล “ต้นแบบยอดเยี่ยม” เป็นหนึ่งใน 9 โรงเรียนจากทั่วประเทศ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าระบบดูแลใจที่วางไว้เริ่มทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดการเปลี่ยนแปลงในโรงเรียนอย่างเป็นรูปธรรม
“เรานำเคสต่าง ๆ มาเป็นตัวอย่างในการทำโครงการครูนางฟ้า รายงานติดตามผลเป็นระยะ จนโรงเรียนเทพสถิตได้ส่งผลงานกิจกรรมนักเรียนเพื่อนที่ปรึกษา YC ของ สวท. เข้าแข่งขันระดับประเทศเป็นครั้งแรก และได้รับรางวัลต้นแบบยอดเยี่ยม ติดอันดับ 1 ใน 9 โรงเรียนทั่วประเทศ”

ครูหนาวมีเป้าหมายต่อไปที่ชัดเจน เขาต้องการให้ครูที่ปรึกษาทุกคนในโรงเรียนมีทักษะเพียงพอที่จะดูแลนักเรียนเบื้องต้นได้ อยากให้มีระบบคัดกรองที่ทำเป็นประจำทุกปี และอยากให้โรงเรียนกลายเป็นต้นแบบให้โรงเรียนอื่น ๆ ที่กำลังเผชิญปัญหาใกล้เคียงกัน
เขาย้ำว่าความสำเร็จของงานแนะแนวไม่ได้เกิดจากคนคนเดียว แต่เกิดจากการทำงานร่วมกันของผู้บริหาร ครู เพื่อนร่วมงาน และเด็กที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบ
“โชคดีที่โรงเรียนของเราเต็มไปด้วยคนที่พร้อมทำงานร่วมกัน ทีมครู ผู้บริหาร และบุคลากรทุกคนช่วยกันอย่างเต็มที่ และสำคัญที่สุดคือนักเรียนที่กล้าเปิดใจ เด็กบางคนอาจไม่กล้าพูด แต่กล้าที่จะเขียนลงในใบงาน ซึ่งเป็นข้อดีของกิจกรรมในโครงการครูนางฟ้า ที่เปิดช่องให้เด็กสื่อสารในแบบที่เขาสบายใจ”
ครูหนาวเล่าว่าหนึ่งในปัญหาที่พบได้บ่อยในโรงเรียน คือกรณีที่เด็กบางคนค่อย ๆ หายไปจากระบบการเรียนโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า เด็กบางคนหยุดเรียน เงียบหายไปโดยไม่มีการพูดคุยหรือสอบถาม ทำให้ครูไม่อาจรู้ได้เลยว่าอะไรคือความรู้สึกหรือปัญหาที่แท้จริงที่ซ่อนอยู่ในใจของเขา การที่เด็กไม่อยากมาโรงเรียน ไม่สบายใจเมื่ออยู่ในห้องเรียน หรือเผชิญความกดดันบางอย่าง ล้วนเป็นเรื่องที่ต้องได้รับการรับฟังและทำความเข้าใจอย่างเร่งด่วน
“ผมมองว่าหลายครั้งที่เด็กหลุดออกจากโรงเรียนไป เงียบหายไปโดยไม่มีการพูดคุยหรือสอบถาม เราไม่รู้เลยว่าข้างในใจเขามีอะไรอยู่ อะไรที่ทำให้เด็กคนหนึ่งไม่อยากมาโรงเรียน หรือรู้สึกไม่สบายใจจนเลือกเดินออกไปแบบนั้น การไม่ได้รับรู้สาเหตุหรือความรู้สึกจริง ๆ ของเขา ถือเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงมาก บทบาทของครูนางฟ้าจึงสำคัญมาก”
เมื่อการสนทนาเริ่มต้นขึ้น ครูสามารถช่วยเด็กวิเคราะห์ปัญหา ค้นหาสาเหตุ และร่วมกันหาทางออก ทั้งในด้านความสัมพันธ์ การเรียน ครอบครัว หรือความรู้สึกที่กดทับอยู่ภายใน และเมื่อนักเรียนเปิดใจมากขึ้น โรงเรียนก็สามารถประสานความช่วยเหลือกับผู้บริหารเพื่อวางแผนดูแลอย่างเป็นระบบ โดยมีเป้าหมายเดียวกัน คือทำให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ที่เด็ก “อยากเข้าหา” และ “รู้สึกปลอดภัย” มากที่สุด
“ถ้ารดน้ำอย่างเดียวแต่ไม่รู้ว่าเขาต้องการอะไรในใจ ก็เหมือนดูแลต้นไม้โดยไม่เคยมองให้ลึกลงไปว่ารากขาดอะไร เด็กก็เช่นเดียวกัน เขาต้องการการรับฟัง การยอมรับโดยไม่ตัดสิน และต้องการรู้ว่าครูอยู่ตรงนี้ในวันที่อ่อนแอที่สุด ไม่จำเป็นต้องให้มาเล่าทุกเรื่องในทันที บางครั้งแค่เดินมาทักทายด้วยรอยยิ้ม เราก็รับรู้ได้ว่าเขาเริ่มปลอดภัยมากขึ้น ถ้าเขาต้องการ จะเดินเข้าหาเราเอง”
สิ่งสำคัญคือ โครงการครูนางฟ้าไม่ได้จำกัดเฉพาะนักเรียนที่ได้รับทุนตามเกณฑ์ของโครงการเท่านั้น แต่เป็นเครื่องมือที่สามารถนำไปใช้ได้กับเด็กทั้งโรงเรียน เพราะเด็กทุกคนมีสิทธิ์ได้รับการดูแลด้านจิตใจอย่างเท่าเทียม แม้เด็กบางคนจะมีฐานะหรือมีทรัพยากรพร้อม แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะมีความสุขเสมอไป ความรู้สึกไม่มั่นคง ความโดดเดี่ยว หรือปัญหาภายในครอบครัวก็ยังสามารถเกิดขึ้นได้
“ผมมองว่าโครงการครูนางฟ้าไม่ได้จำกัดอยู่แค่เด็กที่ได้รับทุน แต่สามารถใช้ได้กับเด็กทั้งโรงเรียน เพราะเด็กทุกคนควรได้รับโอกาสในการดูแลใจตัวเองในช่วงที่กำลังเติบโต ไม่ว่าเขาจะมีฐานะแค่ไหนก็ตาม บางครั้งเด็กมีเงิน มีของใช้ครบทุกอย่าง แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะมีความสุขเสมอไป เด็กทุกคนมีเรื่องที่ต้องการพื้นที่สำหรับพูดคุย มีบางอย่างที่ต้องการคนรับฟัง และมีบางช่วงที่เขาต้องการความช่วยเหลือแบบจริงใจ”
ครูหนาวเชื่อว่า หากโรงเรียนมีพื้นที่รับฟังเด็กจริง ๆ ใช้เครื่องมืออย่างถูกต้อง และเปิดใจเข้าหาเด็กอย่างต่อเนื่อง โรงเรียนจะไม่ใช่เพียงสถานที่เรียน แต่จะเป็นสถานที่ที่เด็กเชื่อมั่นว่า “มีที่พึ่งพิง” และ “มีคนที่พร้อมฟังเสมอ” ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการเรียนรู้และการเติบโตของเด็กทุกคน
