ท่ามกลางความท้าทายนี้ “โรงเรียนวังเหนือวิทยา” จึงตัดสินใจเข้าร่วม “โครงการร้อยพลังการศึกษา” ในปีการศึกษา 2564 และเริ่มนำระบบ Learn Education (LearnEd/LE) มาใช้ในห้องเรียน ซึ่งเป็นเสมือน “เครื่องมือที่ปลดล็อกศักยภาพ” ของนักเรียน
เครื่องมือที่ช่วยลดความกังวลและสร้างความมั่นใจ
ครูก้อย ชนิดา เสียงดัง หนึ่งในครูผู้เริ่มใช้ระบบ LE เล่าย้อนถึงความรู้สึกในช่วงนั้นว่า:
“ช่วงนั้นเรากังวลมาก เพราะเด็กหลายคนขาดความต่อเนื่องทางการเรียน แต่พอเริ่มใช้ระบบ LearnEd กลับเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ทั้งความเข้าใจและแรงจูงใจของเด็ก”
คำว่า “เครื่องมือ” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงสิ่งวิเศษที่ทำให้เด็กเก่งขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่คือระบบที่เข้ามาช่วยจัดโครงสร้างการเรียนรู้ให้เด็กเข้าถึงเนื้อหาที่มีคุณภาพ และสร้าง “โอกาสทางการเรียนรู้ในแบบที่เหมาะกับตัวเอง”
เครื่องมือ LE ลดช่องว่างความรู้ ด้วยบทเรียนที่ทบทวนได้เอง
สำหรับนักเรียนหลายคน ปัญหาใหญ่ไม่ใช่ความยากของบทเรียน แต่คือ “พื้นฐานที่หลุดหายจากความไม่ต่อเนื่อง” โดยเฉพาะช่วงโควิด ระบบ LE จึงเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาตรงจุดนี้อย่างเป็นระบบ ด้วยสื่อการเรียนรู้ที่นักเรียนสามารถกลับไปทบทวนซ้ำได้เอง
อย่างเช่นนักเรียนชั้น ม.5 น้องณัฐพัชร์และน้องดรัณภพ ที่ใช้ระบบ Learn Education ตั้งแต่เรียนอยู่ชั้น ม.1 ยืนยันถึงความเปลี่ยนแปลงที่เห็นชัดเจน:
- เนื้อหาครบถ้วนและเรียนซ้ำได้: ครูในไฟล์อธิบายละเอียด ทำให้พวกเขาสามารถเรียนซ้ำจนเข้าใจทุกประเด็น และทำให้มี “พื้นฐานแน่นตั้งแต่เริ่มต้น”
- เรียนได้ตามจังหวะตัวเอง: สามารถหยุด, ย้อนดู, และทำแบบฝึกหัดได้จนกว่าจะเข้าใจอย่างถ่องแท้
- วิธีคิดและเทคนิคที่เห็นภาพ: มีการสรุปแนวคิดและการมองโจทย์ที่ช่วยให้เข้าใจเร็วขึ้นและจำได้แม่นยำขึ้น
เมื่อเด็กที่เคยเรียนไม่ทันเพื่อน ได้กลับไปทบทวนและปรับพื้นฐานของตัวเอง ช่องว่างความรู้จึงค่อย ๆ ลดลงอย่างชัดเจน เพราะนักเรียนมีเครื่องมือมาเติมเต็ม “จุดที่ขาด” ได้
ครูก้อยเองก็เห็นสิ่งนี้เกิดขึ้นกับนักเรียนในห้องเรียนเช่นกัน:
“เด็กบางคนที่เคยไม่สนใจเรียน ตอนนี้ตั้งใจมากขึ้น เพราะเขารู้ว่า…สามารถเปิดคลิปดูบทเรียนซ้ำและทำความเข้าใจกับบทเรียนเองได้”
ระบบ LE ไม่ได้แทนครู แต่ส่งเสริมให้เด็ก “เรียนรู้ด้วยตัวเองเป็น”
สิ่งสำคัญอีกอย่างที่โรงเรียนสังเกตเห็นคือ ระบบ LE ช่วยให้นักเรียนค่อย ๆ สร้างทักษะ Self-Learning เด็กที่เคยไม่มั่นใจและไม่กล้ายกมือถาม เริ่มกล้าลองผิดลองถูก เพราะมีพื้นที่ให้เรียนซ้ำได้เอง
ครูก้อยเล่าว่า:
“จากเดิมที่บางคนไม่กล้ายกมือถาม ตอนนี้มีระบบ LE เขากล้าพูด กล้าแลกเปลี่ยน และเริ่มรู้ว่าสามรถเรียนรู้เองได้”
บทบาทใหม่ของครู: จากผู้สอนสู่ผู้ดูแลการเรียนรู้
นี่ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่เกิดจากเครื่องมือเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “เครื่องมือที่ส่งเสริมและครูที่เชื่อมั่น” ระบบ LE เป็นเพียงหนึ่งตัวเลือกที่เด็ก ๆ สามารถใช้เพื่อการเรียนรู้ของตัวเอง โดยมีครูเป็นผู้คอยดูแลความก้าวหน้าและให้กำลังใจอย่างใกล้ชิด ในขณะเดียวกัน ครูก็ได้เปลี่ยนบทบาทสำคัญจากผู้ถ่ายทอดความรู้หลัก มาเป็น “โค้ช” และ “ผู้ดูแลการเรียนรู้”
- ครูช่วยอุดช่องว่าง: เมื่อระบบ LE ชี้ให้เห็นว่าเด็กขาดพื้นฐานส่วนไหน ครูจะสามารถเข้าไปช่วยอธิบายเพิ่มเติมในส่วนที่ซับซ้อน หรือช่วยติวหลังเลิกเรียนได้อย่างตรงจุด
- สร้างแรงบันดาลใจและเป็นแบบอย่าง: ครูในโรงเรียนได้ช่วยสร้างบรรยากาศและเป็นแบบอย่างในการ “ไม่หยุดพัฒนาตนเอง” ซึ่งเป็นพลังเสริมที่ทำให้เด็กพร้อมใช้เครื่องมืออย่างเต็มที่
กล่าวคือ เครื่องมือ Learn Education ทำให้ครูเห็นข้อมูลเชิงลึก (Insight) ของนักเรียนแต่ละคน และทำให้การช่วยเหลือของครูมีประสิทธิภาพและตรงเป้าหมายมากยิ่งขึ้น
จากการฟื้นฟูช่วงโควิด สู่เวทีโอลิมปิกระดับประเทศ
การมีเครื่องมือที่ดี ควบคู่กับการสนับสนุนอย่างใกล้ชิดจากครู เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้นักเรียนไปได้ไกลกว่าที่เคยคิดไว้ โดยมีตัวอย่างที่น่าภูมิใจคือ นักเรียนชั้น ม.5 ทั้ง 2 คน ที่สอบติดค่าย 1 สอวน.คณิตศาสตร์ (น้องณัฐพัชร์) และสอบติดค่าย 1 สอวน.ฟิสิกส์ (น้องดรัณภพ) ซึ่งเป็นอีกหน้าประวัติศาสตร์ของโรงเรียนวังเหนือวิทยา จังหวัดลำปาง
น้องณัฐพัชร์ กล่าวว่า พื้นฐานคณิตศาสตร์จากระบบ LE ทำให้เขา “ลุยโจทย์ล่วงหน้า” ได้มากขึ้น ทบทวนเนื้อหาเก่าและฝึกทำโจทย์ทุกวันจนเกิดความชำนาญ ขณะที่น้องดรัณภพ แม้ว่าฟิสิกส์จะเป็นวิชาที่ต้องอ่านเพิ่มเติมมาก ๆ แต่เขาก็ไม่เคยยอมแพ้ โดยการหาคอร์สเสริมและฝึกโจทย์หนัก ๆ แล้วกลับมา “อุดรอยรั่วพื้นฐาน” ด้วยระบบ LE อยู่เสมอ
สิ่งที่เด็กทั้งสองคนย้ำเหมือนกันคือ ระบบ LE ช่วยให้เข้าใจพื้นฐานของวิชาคณิต-วิทย์ ที่แม่นยำและต่อยอดความรู้ได้ แต่สิ่งที่พาพวกเขาไปถึงเส้นชัยคือความสม่ำเสมอและวินัยของตนเอง รวมถึงกำลังใจจากคุณครูในโรงเรียนด้วย
และอีกหนึ่งหมุดหมายที่สร้างความมั่นใจให้น้องณัฐพัชร์ คือ การเข้าร่วมกิจกรรม “ฉลาดรู้วิทย์คิดคณิตศาสตร์กับ Learn Education” ตอน ม.3 และสามารถเอาชนะนักเรียนจากโรงเรียนใหญ่จากในเมืองได้ ทำให้เขารู้สึกว่า:
“พวกเราไม่ได้ด้อย แค่ต้องได้รับโอกาสการเรียนรู้ที่เท่าเทียม”
เครื่องมือช่วยได้มาก แต่ไม่ใช่ทางลัด
แม้ผลลัพธ์จะชัดเจนและน่าชื่นชม แต่ทางโรงเรียนก็ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า การใช้ระบบ LE ให้เกิดผลสำเร็จนั้นต้องเผชิญกับอุปสรรคอยู่เสมอ เช่น:
- นักเรียนบางคนยังต้องใช้เวลาในการปรับตัวให้เรียนรู้ด้วยตัวเองเป็น
- ความพร้อมด้านอุปกรณ์และอินเทอร์เน็ตในบางช่วง
- บทบาทของครูในการติดตาม กระตุ้น และสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ยังคงมีความสำคัญมาก
ดังนั้นระบ Learn Education จึงไม่ได้มาทำหน้าที่แทนครู หรือทำให้ทุกอย่างง่ายในทันที แต่เป็น “เครื่องมือที่ดีพอให้เด็กไม่หลุดจากระบบ” และ “ดีพอให้คนที่ตั้งใจไปต่อได้ไกลขึ้น”
โอกาสใหม่เกิดขึ้นได้ ด้วยเครื่องมือและครูที่เชื่อมั่นในตัวเด็ก
เรื่องราวของน้องณัฐพัชร์และน้องดรัณภพ แสดงให้เห็นว่า เด็กในโรงเรียนชนบทก็สามารถไปถึงระดับประเทศได้ ไม่ใช่เพราะโชคดีหรือมีเครื่องมือวิเศษ แต่เป็นเพราะโรงเรียนค่อย ๆ สร้างระบบสนับสนุนที่ครบวงจร ที่ทำให้เด็ก “เรียนได้ต่อเนื่อง” และ “เชื่อว่าตัวเองเรียนได้” และเมื่อเด็กคนหนึ่งทำสำเร็จ เขาก็จะกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักเรียนรุ่นถัดไป
ในวันที่ความเหลื่อมล้ำยังคงมีอยู่ “เครื่องมือที่ปลดล็อกศักยภาพ” อย่าง Learn Education อาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของการศึกษาไทย แต่เป็นหนึ่งในพลังสำคัญที่ช่วยลดช่องว่างความรู้ และ ปลุกทักษะ Self-Learning ในโรงเรียนที่ขาดโอกาสได้ เมื่อมีโรงเรียน ครู เด็ก ชุมชน และทุกคนในสังคมร่วมมือพัฒนาไปด้วยกัน
